| ThechamP's profileThechamPPhotosBlogLists | Help |
|
November 11 แนะนำกันไป 5 เล่ม1. สมองฟิต ความคิดปิ๊ง
เขียนโดย Lawrence C.Katz, Manning Rubin
แปลโดย อารี ชัยเสถียร
เนื้อหา เขานำเสนอทฤษฎี นิวโรบิคส์ คล้ายๆกับการออกกำลังกายนั่นแหละ ทำได้โดยทำกิจกรรมที่ไม่คุ้นเคย มันจะทำให้สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิดทำงานมากขึ้น ตรงข้ามกับการทำกิจกรรมที่คุ้นเคย มันจะใช้สมองส่วนหน้าน้อยมาก ที่รู้ได้ก็เพราะการวัดสัญญาณไฟฟ้ารอบสมองแล้วพบว่าเวลาทำสิ่งใหม่ๆคลื่นสมองเต็มไปหมด ตัวอย่างการออกกำลังกายสมอง เช่น ทำกิจวัตรทั่วไปด้วยมือที่ไม่ถนัด เดินทางไปในที่ๆไม่คุ้นเคย งดใช้ประสาทสัมผัสบางอย่าง(เช่นหลับตาอาบน้ำ) เข้าสังคม มีความรัก สรุปแล้วก็ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่ก็เป็นไปได้และไม่เสียหายที่จะทดลอง เผื่อจะฉลาดขึ้นจริงๆ
2. X-ray คนไทย 360 องศา
เขียนโดย พงษ์ ผาวิจิตร
เนื้อหา พูดถึงนิสัยคนไทยกันตรงๆ บางทีก็เปรียบเทียบกับชนชาติอื่น ด้วยความเห็นส่วนตัวแล้วถือว่าหนังสือเล่มนี้เขียนออกมาโดยใช้อคติค่อนข้างต่ำ มันช่วยในการมองและเข้าใจคนที่มีความคิดแบบไทยแท้ ซึ่งบางทีคนที่เรียนรู้ชีวิตในหนังสือและในมหาวิทยาลัยอย่างเราๆคิดแตกต่างออกไป แต่ยังไงเราก็ยังเป็นคนไทยอยู่ดี ดังนั้นมันก็จะมีบางจุดที่โดนเข้าตัวเองอย่างจัง หลายๆอย่างก็โดนเข้ากับคนรอบข้าง นิสัยบางอย่างถือว่าน่ารัก แต่นิสัยบางอย่างถือว่าเป็นอันตรายต่อการพัฒนาสังคมไทย ซึ่งหากไม่แก้ไขแล้ว ประเทศไทยก็จะยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ตัวอย่างอันนึงที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเรื่องการศึกษา คนไทยเข้าเรียนไม่ใช่เพราะอยากได้ความรู้ แต่อยากได้วุฒิ เพราะสังคมถือหางคนมีวุฒิ คนไทยส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตเติบโตมาอย่าง "ไม่รู้ตัวเอง" ถ้าลองถามเด็กมหาลัยหลายๆคนว่า ทำไมถึงเรียนคณะนี้หรือจบแล้วจะทำอะไร ก็จะได้คำตอบประมาณว่า ไม่รู้ ไม่แน่ใจ
3. เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม
เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
เนื้อหา เป็นการนำความเป็นไปได้ของการตัดสินใจจากทั้งสองฝ่ายที่ต้องแข่งกันรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งถ้าอ่านแล้วจะเห็นว่าในทุกเหตุการณ์สามารถมีผลประโยชน์ร่วมกันได้สูงสุดเสมอ แต่ด้วยความกลัว ความไม่เชื่อใจ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ มันทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกันที่ประโยชน์ต่ำๆเสมอๆ
4. เศรษฐศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร
เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
เนื้อหา เป็นการเอาเรื่องรอบตัวมาอธิบายเศรษฐศาสตร์ให้คนทั่วๆไปอ่าน ซึ่งก็พบว่าอ่านแล้วเข้าใจได้ดี ถ้าขี้สงสัยหน่อยก็จะสงสัยอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาอีกมากมาย ประมาณว่าถ้าอยากรู้คงต้องไปเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เข้าใจว่าทำไมราคาสินค้าถึงเพิ่มขึ้น ทำไมน้ำมันราคาผันผวน รูปแบบการบริการมีผลอย่างไร และมุมมองของการเป็นเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างไร บางทีอ่านๆไปก็รู้สึกว่า ความจริงแล้วแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ก็มุ่งสู่ความสมดุล เพราะสุดท้ายแล้วราคามันจะไปอยู่ที่จุดๆหนึ่งที่ทุกคนพอใจร่วมกัน (หากใช้หนังสือเรื่องทฤษฎีเกม ก็จะสามารถอธิบายเชิงเกมได้เช่นกัน) ตัวอย่างง่ายๆของความสมดุล เช่น ถ้าร้านค้ามีแคชเชียร์หลายจุด ถ้าคนเยอะพอ จะเห็นว่าแถวคนรอจ่ายเงินทุกแถวยาวเท่ากัน เพราะถ้าหากแถวใดแถวหนึ่งสั้นลงไป คนจากแถวยาวกว่าก็จะย้ายมาแถวสั้น จนแถวทุกแถวยาวเท่ากันเสมอ
5. The Secret
เขียนโดย Rhonda Byrne
แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา
เนื้อหา อ่านไปแรกๆอาจจะนึกว่าเป็นหนังถือศรัทธาอภินิหาริย์ของ"แรงดึงดูด" แต่จริงๆแล้วออกจะเป็นปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการอธิบายความเชื่อทางศาสนาทุกแขนงไปจนถึงต้นตอในรูปแบบของชาวตะวันตก ซึ่งต้องมีการนำวิทยาศาสตร์มาอธิบายร่วมด้วย หลังจากเล่าทฤษฎีแล้วเขาก็จะมีบุคคลตัวอย่างมากมายมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้ความลับ ถ้าใครไม่ชอบพวกทีวีไดเรค หรือธุรกิจเครือข่ายขายตรงล่ะก็ คงรู้สึกแปลกๆ แต่สุดท้ายแล้วพออ่านจบก็จะมีอคติลดลง เพราะเราไม่ต้องซื้อของๆเขา และมันมีแนวโน้มไปทางศาสนาซะเยอะ ทุกสิ่งเป็นสิ่งที่เรารู้ แต่เราไม่ค่อยได้ปฏิบัติ การทำตามสิ่งที่เขียนในหนังสือเล่มนี้ ไม่มีความเสียหายอันใด ไม่เสียหายที่จะทดลอง เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เราคิดบวก คิดไปในทางที่ทำให้มีความสุขในชีวิต และถึงมันจะทำได้ยาก แต่มันก็ทำได้
ปล. ในบรรดาหนังสือทั้งหลายที่อ่านมา มันมีหนังสือที่ดีไม่กี่เล่ม ไม่อยากแนะนำหนังสือห่วยๆให้ใครอ่าน (หนังสือห่วย=หนังสือที่ขัดต่อความคิดของผม)(หนังสือห่วย=หนังสือที่ตรงกับความคิดของคนจำพวกตรงข้ามกับผม)
คำคมวันนี้ เลือกหนังสือ เหมือนเลือกงาน เหมือนเลือกสังคม เหมือนเลือกคู่ชีวิต ถ้าอ่านเนื้อหาแล้วดี มีสาระ ไม่เบื่อ ก็จงเก็บไว้เป็นเจ้าของ ไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะออกแบบปกไว้อย่างไรก็ตาม Comments (6)
TrackbacksWeblogs that reference this entry
|
|
|