| ThechamP's profileThechamPPhotosBlogLists | Help |
|
|
November 05 ปลายทางของความคิดขั้นที่สามจากจุดเริ่มต้นที่ศูนย์1.1.1 จุดเริ่มต้นของมนุษยชาติที่ได้ออกสู่โลกภายนอก
1.1.2 ผ้าขาว
1.1.3 บอบบาง
1.2.1 แทนหมอน
1.2.2 นิ่ม
1.2.3 หมี
1.3.1 แม่
1.3.2 อ่อนแอ
1.3.3 ลึกลงไป
2.1.1 โกรธ
2.1.2 ทำตามรุ่นพ่อแม่
2.1.3 สนุก
2.2.1 กลัว
2.2.2 ล่อลวง
2.2.3 สนุก
2.3.1 เด็กผู้หญิง
2.3.2 อีหนู
2.3.3 ลูกๆ
3.1.1 มากกว่า18ปี
3.1.2 ดึงเชือกมาเรื่อยๆ
3.1.3 สอ-อา-วอ
3.2.1 มีแฟนแล้ว
3.2.2 รักข้างเดียว
3.2.3 เพื่อนสนิท
3.3.1 Synergy
3.3.2 ชมรม
3.3.3 รุ่นน้อง
4.1.1 ธรรมชาติ
4.1.2 จิต
4.1.3 ไขสันหลัง
4.2.1 นี้อีกนาน
4.2.2 กาย
4.2.3 ใจ
4.3.1 ฟิสิกส์
4.3.2 อากาศมีอยู่จริง
4.3.3 คลื่นตามยาว
ทั้งหมดเริ่มต้นที่ศูนย์
December 31 อวยพร2550แม้จะไม้ได้มีบารมีหรืออำนาจใดๆ แต่ก็ใคร่ขออวยพรปีใหม่ให้แก่ผู้ที่เข้ามาอ่าน รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้เข้ามาอ่าน
ปีใหม่นี้เป็นปีกุน เป็นหมู ซึ่งเป็นสัตว์ที่เตือนเราเสมอว่า กินมากตายเร็ว ขี้เกียจมากก็ตายเร็ว
ขอให้มีกินมากเกินพอ แต่ไม่กินมากเกินพอ ขาดสิ่งใดก็มีคนแบ่งปันให้ เหลือสิ่งใดก็แบ่งปันให้คนอื่นได้อย่างเป็นสุข
คิดสิ่งใดขอให้ได้เกินกว่าที่หวังไว้ แต่ไม่เกินจนไปเบียดเบียนผู้อื่น
รักใครอยู่ ขอให้ถูกรักกลับ ไม่ว่าจะกลับมาในรูปแบบใด (ถ้าจะให้ดีก็ขอให้รักมากกว่าเพื่อนนะ)
ขอให้ทำใจได้กับความเปลี่ยนแปลง ขอให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
ขอให้โลกนี้สงบสุข รักเด็กค่ะ
ปล. สำหรับเรื่องสั้น "คำบรรยาย" ต้องหยุดไว้ก่อน ด้วยเหตุผลทางการเมือง December 09 a day : 9 ธ.ค. 2549นี่คือการบันทึกชีวิตทั้งวัน ไม่ได้ละเอียดสุดขั้ว แต่ก็จะละเอียดที่สุดเท่าที่เคยทำมา
6.00 ตื่น ตรงเวลาเป๊ะเพราะตั้งนาฬิกาปลุกไว้ อะไรจะดีไปกว่าการตื่นเช้าเพื่อมาสัมผัสความใกล้เคียงของฤดูหนาวที่คนเมืองร้อนถวิลหา แต่ตรั้นจะให้วัยรุ่นตอนปลายซึ่งยังคงแข็งแรงดีตื่นมานั่งชื่นชมบรรยากาศเพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ การออกไปวิ่งนับเป็นกิจกรรมที่สมเหตุสมผล และเป็นประโยชน์ยิ่ง
6.30 หมดแรงวิ่ง นั่งพักบริเวณจุดเล่นกล้าม ซิทอัปไปพลาง ท้องเริ่มเกร็ง ต่อด้วยวิดพื้น หมดแรง นอนพักเลยคราวนี้ ลุกมาต่อด้วยที่ยกน้ำหนักที่ใช้ปูนซีเมนต์มาทำเป็นตุ้ม ปรากฏว่า ยกขึ้นมาได้เพียง 1ฟุต จำใจต้องปล่อย ไม่งั้นแขนอาจจะหักได้
6.50 นั่งเฉยๆ มองคนอื่นออกกำลังกายไปเรื่อย แม่กับลูก พ่อกับลูก คนกับหมา ชายกับหญิง ชายชาย หญิงหญิง หลากหลายความสัมพันธ์ รวมทั้งพวกที่มาคนเดียวอย่างเรา มีทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า น่ารัก หน้าเหี้ยก็มี
7.00 กลับ แดดจ้า ฤดูหนาวของวันนี้กำลังจะผ่านพ้นไป เดินสวนทางกับคุณลุงที่ใส่รองเท้าแตะวิ่ง นึกถึงเวลาที่ตัวเองหรือใครๆไม่ออกไปวิ่งเวลาไม่มีรองเท้าผ้าใบ มันเป็นแค่ข้ออ้างดีๆนี่เอง เหมือนโฆษณาอะไรซักอย่าง เคยได้ยินมา ที่ว่า "ออกกำลังกาย ทำเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าคิดจะทำ"
7.10 ถึงบ้าน ล้างหน้า เปิดคอม ฟังเพลง ต่อเน็ต ดาวน์โหลด ตากพัดลม พักพอสบายๆ จัดแจงเอาเสื้อผ้าไปซัก เดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง ซื้อหมูย่างข้าวเหนียวมากินเป็นมื้อเช้า ตั้งใจซื้อของตักบาตร แต่วันนี้พระท่านออกบิณฯเร็วไป10นาที เลยชวดกัน
8.00 นั่ง กิน นอน ดูทีวี คอมยังเปิดดาวน์โหลดทิ้งไว้เหมือนเดิม ผ่านไป15นาที เข้า space มานั่งพิมพ์ไอ้ที่พิมไปเมื่อครู่นั่นแหละ
8.50 Save as draft ไว้ก่อน ไปดูการ์ตูนดีกว่า
9.00 เปลี่ยนใจไม่ดูการ์ตูน เปิดเพลง ฟัง dream theater ใช้เวลาไป ชั่วโมงนึง อาบน้ำ แต่งตัวไปด้วยในช่วงนี้
10.00 หลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้
11.00 ตื่นอีกที เปิดทีวี HBO กำลังฉายหนังเรื่อง Lorenzo's oil โครตชอบมากๆ เกี่ยวกับพ่อแม่ที่พยายามหาวิธีรักษาลูกที่เป็นโรค Adrenoleukodystrophy(ALD) เรื่องนี้มาจากเรื่องจริงเลย ปัจจุบันพ่อแม่ก็ยังจัดตั้งองค์กรณ์ที่เกี่ยวกับการวิจัยการฟื้นฟูสมองที่สูญเสียเยื่อไมอีลิน ชื่อว่า The Myelin Project เพราะพวกเขาสำเร็จในการหยุดความผิดปกติของโรคได้แล้ว ขั้นต่อมาคือต้องการฟื้นฟูสมองให้กลับมาให้ได้ อันจากโรคทางสมองทั้งหลาย รวมทั้งโรค ALD นี้ด้วย.... เรื่องมันยาว ไว้แยกพิมพ์อีกหัวข้อนึงดีกว่า
13.00 HBO ฉายต่อด้วย เชร็ค ภาค2 ขี้เกียจดู อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับโรค ALD และ Lorenso's oil มากกว่านี้ จึงเข้าเน็ต
14.00 แวะมาพิมพ์ครั้งที่สองของวันนี้
14.20 เลิกพิมพ์ Save as draft อีกครั้ง
14.30 อ่านpaperหัวข้อ Nanomedicine and protein misfolding disease เตรียมสัมมนา
16.00 หยุดอ่าน paper สั่งไก่ KFC พบว่า เบอร์กูสั่งไว้ถึง 3 สถานที่เข้าไปแล้ว
16.30 ไก่มา กินไก่ อิ่มเกินไป หลับ
18.00 ตื่น นั่งช่วยงานน้อง ยาวเลย
23.15 เพิ่งช่วยงานน้องเสร็จ เข้า msn
24.00 คงนอนหลับไปแล้ว จบการบันทึกแค่นี้ November 22 มีคนบอกว่ามีคนบอกว่าเรามองโลกในแง่ดี
เราจึงควรมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น
มีคนบอกว่าเราคิดถึงคนอื่นมากเกินไป
เราจึงควรคิดถึงตัวเองมากขึ้น
มีคนบอกว่าเราเก่ง
เราจึงควรทำตัวให้เก่งเหมือนกับที่เขาคิดว่าเราเก่ง
มีคนบอกว่าเราร้องเพลงเพราะ
เราจึงควรมีความมั่นใจในเสียงของเรา
มีคนบอกว่าเราเป็นที่ปรึกษาที่ดี
เราจึงควรรักษาความเป็นกลางให้ได้มากที่สุด
มีคนบอกว่าเราปากไม่ตรงกับใจ
เราจึงควรเป็นอย่างนี้ต่อไป เพราะใครๆก็เป็น
มีคนบอกว่าเราเป็นได้แค่เพื่อน
เอ๊า เพื่อนก็เพื่อนวะ
มีคนบอกว่าเราควรมีแฟนอายุมากกว่า
เราจึงควรเปิดใจจีบคนอายุมากกว่าบ้าง
มีคนบอกว่าเราไม่รับผิดชอบ
เราจึงควรรับผิดชอบ
มีคนบอกว่ามาเป็นแฟนกันเถอะ
เราจึงควรพิจารณา มั๊ย
มีคนบอกว่าเลิกกันเถอะ
เราจึงควรยอมเลิก
มีคนบอกว่าเราเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด
เราจึงซวยแล้ว หมดโอกาสเป็นมากกว่านั้น
มีคนบอกว่าความลับนี้อย่าบอกใครนะ
เราจึงไม่บอก
มีคนบอกว่าไปเรียนนอกดีกว่าเมืองไทย
เราบอกว่าแล้วแต่จะคิด มันมีหลายแง่มุม
มีคนบอกว่าเราควรให้ความสำคัญกับ...
เราบอกว่า แต่เราให้ความสำคัญกับ...มากกว่า
มีคนบอกว่าเรานิสัยไม่ดี
มึงน่ะแหละนิสัยไม่ดี
มีคนบอกว่าเราม่อ
เราถามว่า นิยามคำว่าม่อไว้ยังไงครับ
มีคนบอกว่า เราจะรวย
เราถามว่าเทียบกับใครครับ
มีคนบอกว่าเราไม่หล่อ
เราถามว่าทำไมคนหล่อถึงต้องหน้าตาอย่างนั้น
มีคนบอกว่าเราโง่
ไม่จริงแล้วล่ะ
มีคนบอกว่าเล่นกีต้าร์เก่ง
ก็เป็นแค่เทพประจำชมรมค่าย
......................................................
พิมพ์มามากมาย ฆ่าเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนเข้าเรียน
ปล. เวลาว่าง แล้วทำอะไรบางอย่าง คนเราเรียกว่า ฆ่าเวลา แต่ถ้าทำอะไรที่ไม่มีสาระ เราจะถูกเวลาฆ่า
ดังนั้น ขอใช้คำว่า ฆ่าเวลา เพราะอย่างน้อยที่พิมพ์ไปก็ได้พิจารณาตัวเองไปส่วนหนึ่ง October 12 ศาสนาของฉันเนื่องในวันออกพรรษาที่ผ่านมาไม่นานเท่าไร ผมไม่ได้ไปทำบุญ บอกกันได้ตรงๆเลยว่า ผมขี้เกียจไปวันนี้ เพราะคนมันเยอะเป็นพิเศษ ผมจึงได้มีจิตศรัทธาที่จะมาวิเคราะห์สภาพความคิดเกี่ยวกับเรื่องศาสนาของตนเองแทน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วในใบเกิดและในบัตรประชาชนระบุว่าผมนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งผมก็ได้เชื่อว่าตนเองนับถือศาสนานั้นจริงๆ ซึ่งจะเป็นโดยธรรมเนียมครอบครัวหรือจะเป็นโดยการตัดสินใจเลือกของผมเองก็เถอะ
ในอดีตตอนผมอายุ15 ตอนนั้นมีญาติสติแปลกคนหนึ่งทำเป็นแนวบอกกับผมว่า เค้าไม่นับถือศาสนาใดๆ เพราะเค้าหาว่าใครๆบนโลกใบนี้ไม่ได้มีอิสระในการเลือกศาสนาอย่างแท้จริง หลังได้ฟังผมค่อนข้างเห็นคล้อยห้อยตามไปนิดหน่อย และหลังจากนั้นจึงได้เปิดใจเปิดรับศาสนาทุกชนิดที่บังเอิญเข้ามาเผยแผ่ จนถึงปัจจุบันนี้ ศาสนาและลัทธิที่ผ่านหูผ่านตามานั้นก็ได้แก่ พุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า เซน และวิทยาศาสตร์ (ถือว่าเป็นศาสนาที่โลกมิตินี้ยอมรับมากที่สุด)
โดยพื้นฐานของแต่ละศาสนาใครๆก็รู้ว่าต้องการสอนให้เป็นคนดี ไม่ว่าจะด้วยกลวิธีอใดๆ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง เรื่องนั้นไม่อาจทราบได้เพราะเป็นเรื่องก่อนที่เราจะเกิด(การมาถกเถียงว่าจริงหรือไม่จริงเกี่ยวกับเรื่องในอดีตที่ไม่จำเป็น ผมถือว่ามันไร้สาระอย่างยิ่ง) ศาสนาพุทธบอกให้ละกิเลส คริสต์บอกให้รักมนุษย์กับพระเจ้า อิสลามให้รักพระเจ้าของเขา เต๋า เซน ก็ให้รักเทพของเขา ส่วนวิทยาศาสตร์บอกให้รักความถูกต้องที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยสัมผัสทั้ง5
ศาสนาพุทธ
มีข้อแตกต่างจากศาสนาอื่นคือไม่บอกว่ามีหรือไม่มีพระเจ้า แต่บอกว่ามีวัฎจักรเวียนว่ายตายเกิด การจะหลุดจากตรงนี้ได้มีวิธีคือให้ละกิเลสให้หมดสิ้น
มีความคล้ายกับวิทยาศาสตร์เพราะบอกให้ไตร่ตรองก่อนแล้วจึงเชื่อ ซึ่งไอสไตน์ก็เคยบอกไว้ว่า "ถ้าจะมีศาสนาใดในโลกที่คล้ายวิทยาศาสตร์มากที่สุด ศาสนานั้นก็คือศาสนาพุทธ"
ศาสนานี้ไม่ห้ามกินอะไรเลย เพราะว่าไม่ยึดติด แต่ห้ามฆ่าเพราะมันเป็นการเบียดเบียน ง่ายๆก็คือ มียังไงก็เอายังงั้น ตัวเองไม่ลำบาก คนอื่นไม่ลำบาก ทางสายกลางเป็นหลัก
ศาสนาอิสลาม
บอกให้เชื่อและรักและเทิดทูนพระเจ้าเพียงองค์เดียว พิธีการทางศาสนาเข้มแข็งแบบถ้ามีพื้นฐานจากครอบครัวศาสนานี้ก็ยากที่จะไปนับถือศาสนาอื่น และเป็นศาสนาที่มองเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญมากกว่าศาสนาอื่นๆ เช่น เด็กผู้ชายต้องขลิบปลายอวัยวะเพศ(วงการแพทย์ปัจจุบันเห็นว่ามีประโยชน์ในการรักษาความสะอาด) ห้ามกินหมู(ก็หมูมันสกปรก กินขี้อีกตะหาก) ห้ามหมา(หมาจรจัดตัวไหนสะอาดมั่งหละ) ขนาดกินไก่ยังต้องมีกรรมวิธีพิเศษ(นั่นคือเอาภาชนะมารองเลือดแล้วสวดมนต์ น่าจะเพราะเลือดเปราะพื้นแล้วจะเป็นแหล่งเชื้อโรค)
ศาสนาคริสต์
เน้นให้รักเพียงสองอย่าง คือ มนุษย์(รวมตัวเองด้วย)กับพระเจ้า เวลาเรารักแล้วเราก็จะทำเพื่อสิ่งที่รักได้ทุกอย่าง ถ้าทุกคนระดมความรักสาดใส่กันไปๆมาๆแทนลูกกระสุนเชื่อได้เลยว่าโลกนี้มันจะโครตสงบสุข และเราต้องรักพระเจ้าด้วย เพราะความสูงสุดของชีวิตคือการได้ไปอยู่กับพระเจ้า
เต๋าและเซน
ผมไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ แต่จากที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าลัทธิและนิกายนี้จะมีความคิดเชิงปรัชญาค่อนข้างสูง ดังจะเห็นได้จากหนังสือที่ออกมามากมาย
วิทยาศาสตร์
ขอเรียกมันว่าเป็นศาสนาละกัน เพราะศาสนาเกิดจากความเชื่อส่วนหนึ่ง แล้วเราก็เชื่อมันใช่มั๊ย วิทยาศาสตร์เป็นแนวคิดที่พัฒนาต่อมาจากปรัชญา เริ่มต้นโดยกาลิเลโอ ซึ่งเชื่อว่า หลังจากคิดอะไรต่างๆด้วยเหตุผลอันปราดเปรื่องแล้ว ต้องมีการทดลองด้วย ซึ่งนักปรัชญาไม่เคยทดลอง มีคนบอกว่าถ้าเชื่อในวิทยาศาสตร์มากๆ มันก็เป็นความงมงายอย่างหนึ่ง เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ได้ชี้ให้เห็นสัจจธรรม วิทยาศาสตร์บอกแค่เพียงความจริง ความจริงที่เห็นจากประสาทสัมผัส5อย่าง(รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงต่างจากศาสนาอื่นๆ เพราะสาสนาอื่นๆมีการให้รู้สึกถึงสัมผัสที่6
สิ่งที่เหมือนกันของทุกๆศาสนา
1. พยายามสอนให้มนุษย์เป็นคนดี(ที่ไม่เรียกวิทยาศาสตร์ว่าศาสนาเพราะว่าขาดข้อนี้)
2. ช่วยเป็นกำลังใจให้บุคคลผู้กำลังผิดหวัง ท้อแท้ ไม่มั่นใจ กลัว และความรู้สึกไม่มั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะโดยการสวดมนต์หรือวัตถุทรงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ(จริงๆแล้วไม่มีศาสนาใดเน้นวัตถุ)
3. สอดแทรกวิธีการคิด วิธีการอยู่ในสังคม และวิธีการพัฒนาจิตใจตนเอง
สรุปแล้วผมนับถือศาสนาอะไร
ผมเชื่อในทางสายกลาง ผมเชื่อในการหลุดพ้น ผมเชื่อสัมผัสที่6 ผมเชื่อในความรัก ผมไม่รู้ว่ามีพระเจ้าจริงมั๊ย ผมเชื่อว่าความสะอาดเป็นสิ่งที่ดี ผมไม่ใช้วัตถุของขลัง ผมนั่งสมาธิ ผมรักการศึกษาวิชาปรัชญา ผมไม่เบียดเบียนใคร ผมกินเนื้อได้หลายชนิด ผมไม่ฆ่าใคร ผมเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ผมไม่เชื่อว่าที่ผมเรียนไปจะถูกต้องทั้งหมด ผมไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีอิทธิฤทธิ์ ผมไม่เชื่อว่าพระเยซูรักษาคนตาบอดคืนชีพคนตาย ผมเชื่อในปรัชญาเต๋าและเซน แต่ไม่เชื่อในพระเจ้าของเขา ผมตักบาตรเพื่อลดความงก ผมไม่กินไม่อาบน้ำมนต์ ผมถวายสังฆทาน ผมบริจาคปัจจัย ผมไม่บนบาน ผมไม่อยากเป็นหนี้สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า ผมไม่เลิกเหล้าเพราะเข้าพรรษา แต่จะเลิกเพราะเหตุผลทางการแพทย์ ผมไม่เห็นด้วยกับการมาเถียงกันว่าดาวพลูโตเป็นดาวเคราห์หรือไม่ แต่ผมเห็นด้วยกับการพยายามค้นหาและเดินทางไปในอวกาศ ผมไม่ตัดสินว่ายากับสมุนไพรอันไหนดีกว่ากัน ฯลฯ ........
สรุปอีกทีก็คือ ผมนับถือความถูกต้องที่ผ่านกระบวนการความคิดของผมแล้วในทุกๆศาสนา ทั้งนี้ขึ้นกับข้อมูลในปัจจุบัน
ปล. เนื่องจากตั้งใจเขียนให้อ่าน ดังนั้น อ่านเถอะ September 28 เรื่องไร้สาระโครตๆเกี่ยวกับเครื่องบินว่าจะไม่เขียนเรื่องทั่วไปแล้วนะ แต่เนื่องในโอกาสที่วันนี้เป็นวันเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิวันแรก ก็เลยเอาซะหน่อย
ที่อยากเขียนถึงมันก็เพราะมันใกล้บ้าน แค่วันนี้ตอนนั่งรถกลับบ้านเห็นไปสาม ออกจากบ้านไปเซเว่นมาอีกสาม
นี่ไม่ใช่ว่าเป็น....มองเครื่องบิน แต่เครื่องบินมาให้มองเองตะหาก ช่วยไม่ได้ รำคาญซะด้วยซ้ำ
ก็แหม เครื่องบินทั้งหลายครับ พวกคุณบินสูงไม่พอหรอก เพราะผมเป็นยานอวกาศ ก็แค่ยังไม่มีภารกิจที่อยากทำเท่านั้นแหละ
แต่สำหรับเครื่องบินบางลำที่ไม่ลำพองผยองตัวเดี๋ยวจะลงไปหา พร้อมความอบอุ่น จากผู้ชายอบอุ่นๆ คนนี้ ฮิ้วววว.....
เมื่อก่อนเวลาเห็นเครื่องบินจะเห็นมันอยู่ไกลๆ ขนาดประมาณวางได้บนนิ้วก้อย แต่ แต่ แต่ !!! วันนี้มาให้เห็นตัวเป็นๆขนาดประมาณวางบนฝ่ามือ
ตื่นเต้นๆ อย่าหาว่านิสัยเด็กน้อยเลยนะ คนมันไม่เคยนั่งเครื่องบินนี่ เอ๊ย ไม่ใช่สิ เคยนั่งทีนึง ตอนงานนิทรรศการอะไรไม่รู้ตอนอายุแถวๆ5ขวบมั๊ง
ขี้เกียจเขียนละ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า นอนละกัน เครื่องบินเอ๋ย อย่ามาตกที่บ้านกูตอนกูหลับละกัน
ปล.เนื้อหามั่วๆดี เหอๆ September 12 แพ้หรือชนะเที่ยงคืนครึ่งของวันอังคารที่12กันยายน2549 ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่เวลาตี5 หลังจากตื่นจะมีเรียนตอน8โมง ต้องออกจากบ้าน6โมงจึงจะทัน
นาฬิกาปลุก ปลุกได้ถูกต้องถูกเวลา ปลุกจากระยะไกลเกินเอื้อม ป้องกันการปิดโดยไม่รู้ตัวอันอาจเป็นเหตุให้ตื่นสายได้
เดินงัวเงียไปด้วยความไม่เพียงพอต่อการพักผ่อน "นี่กูต้องไปจริงๆหรือเนี่ย" "ขออีกห้านาที"... ตั้งนาฬิกาใหม่ ขออีกห้านาที
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ...... มันดังอีกแล้ว ยังไม่พอ ขออีก10นาที เช้านี้ไม่สระผมก็ได้
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ...... 10นาทีผ่านไปแล้ว ก็ยังไม่พอ อีก15นาทีละกัน รีบๆหน่อยก็ทัน ครึ่งชั่วโมงก็ถมถืด
นอนไม่หลับ แต่ไม่อยากตื่น ไม่อยากลุก ไม่อยากไป ทำไมถึงขี้เกียจอย่างนี้ วันนี้กูเป็นอะไร แรงกระตุ้นหายไปไหน เรียนแล้วได้อะไร ตั้งใจเรียนไปทำไม ทั้งๆที่รู้ว่าแค่อ่านสอบ ระบบการศึกษาที่กูไม่ชอบ แต่กูก็ทน กระแสสังคมช่างรุนแรงเหลือเกิน ความคาดหวังของพ่อแม่ จะทำให้ท่านผิดหวังได้หรือ ยังไงหลังครึ่งชั่วโมงนี้ กูต้องตื่นแล้วไปเรียน อนาคตของมึงไม่ได้มีไว้เพื่อมึงคนเดียว ชีวิตเป็นของมึง แต่มึงจะตัดขาดแล้วเป็นคนอกตัญญูได้หรือ ไม่ได้แน่นอน เอ...แต่กูคิดมากไปรึเปล่า โดดเรียนแค่วันเดียว มึงไม่ได้โดดเรียนมาสองปีแล้วนะเว้ย ขอซักที ให้เวลาพักที่เกินจำเป็นกับตัวเองบ้าง แต่ถ้าไม่เข้าวันนี้จะเสียคะแนนให้ความร่วมมือ แต่กูเคยสนมั๊ย คะแนนวัดความฉลาดไม่ได้ วัดความสามารถในการเอาตัวรอดไม่ได้ วัดอะไรไม่ได้อีกหลายอย่าง คะแนนวัดความพยายามกับความรับผิดชอบได้เท่านั้น แต่โดยพื้นฐานแล้ว เวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่มีพร้อมเท่านั้นที่จะมีเวลาอ่านหนังสือตลอดเวลา นอกเรื่อง สรุปแล้วจะไปหรือไม่ไป................
ข้อดีของการไม่ไป
1.ประหยัดค่ารถ
2.พักผ่อนๆ
3.ทบทวนแนวคิดต่อระบบการศึกษาและตัวเอง
ข้อเสียของการไม่ไป
1.เสียคะแนนแน่ๆ
2.ต้องอ่านย้อนทวนเอาเอง ซึ่งจะยากกว่าไปฟัง
3.เป็นการส่งเสริมนิสัยขี้เกียจ
เป็นข้อเสียที่ร้ายกาจ ข้อดีไม่ได้ดีซักเท่าไหร่ สุดท้ายอยู่ที่จะเลือกทำสิ่งที่ไร้สาระบ้าง หรือจะดำรงความมีสาระต่อไป
.......หลังจากคิดทบทวนอีกหลายสิ่งหลายอย่าง มากมายจนพิมพ์ไม่หมด สุดท้ายก็โดดเรียนจนได้.......
สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่ความขี้เกียจ คงต้องทำงานและอ่านหนังสืออย่างหนัก เพื่อชดเชยความพ่ายแพ้ในครั้งนี้
ปล.
ถึงแม่และพ่อ ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวจริงๆ
ถึงอาจารย์ เตรียมรับข้อแก้ตัวที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า
ถึงรุ่นพี่ร่วมเรียน วันนี้ต่อให้ เดี๋ยวจะรบกวนให้มาติว
ถึงตัวเอง โดดเรียนคราวนี้ ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ด้วยการทบทวนที่คิดว่าถูกต้องแล้ว August 02 วันที่ฝนตก ความรู้สึกที่ขาดหายไป และการไหลของเวลาเดินออกจากห้องพักที่ตัดขาดจากเสียงภายนอก จึงเพิ่งสังเกตเห็นความมืดครึ้มของเมฆฝน เพิ่งรู้สึกถึงความเย็นชื้นของไอน้ำ เพิ่งรู้สึกถึงเสียงหยดของสายฝน และเพิ่งรู้สึกถึงอารมณ์ที่ขาดหายไปในขณะนี้
อะไรจะเหมาะกับสภาพอากาศอย่างนี้เท่ากับกาแฟอุ่นๆสักแก้วหรือก๋วยเตี๋ยวน้ำสักชาม เวลาเช่นนี้คงหาก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ กาแฟจึงเป็นสิ่งที่สะดวกที่สุด นอกจากนี้ความง่วงอาจหายไปและความรู้สึกที่ขาดหายอาจกลับมา
มีคนถามว่าวันนี้มาที่นี่ทำไม รู้ทั้งรู้ว่าเป็นคำถามประกอบการทักทายที่ไม่ได้ต้องการคำตอบอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ใช่คนแหวกโลกหลุดลอยนอกเหนืออารยธรรม คำตอบที่ให้ไปคือมาทำงานและอ่านหนังสือ ซึ่งนั่นก็คือความจริง และเป็นความจริงที่ไม่ผิดศีล
หนังสือภาษาอังกฤษมากมายที่กองอยู่ตรงหน้าถูกเปิดหน้าที่สำคัญเตรียมพร้อมสำหรับการเรียบเรียง ปล่อยให้มันพร้อมอยู่อย่างนั้นไปก่อน เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่ควรจะเรียบเรียง เวลาที่ฝนตก เวลาที่กาแฟยังร้อน เวลาที่ยังไม่พบความรู้สึกที่ขาดหายไป
ความรู้สึกที่ขาดหายไปอาจเกี่ยวเนื่องกับเวลาที่หายไป มันอาจจะยืดหยุ่นไปกับความบิดโค้งของอวกาศเราอาจจะพบความรู้สึกนั้นในขณะที่กลับมาสู่สภาวะปกติของเวลาที่เราคุ้นเคย ปัญหาคือขณะนี้เรากำลังตามเวลาไม่ทันหรือเวลาตามเราไม่ทัน ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องใจร้อน ด้วยใจที่เชื่อว่ายังคงมีพื้นที่ปกติอยู่ที่ใดที่หนึ่งสำหรับความรู้สึกที่ขาดหายไป
ฝนยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยสัดส่วนปริมาตรต่อเวลาค่อนข้างจะคงที่ ต่างกับสภาวะในใจเสียเหลือเกิน สัดส่วนการเดินทางของจิตใจต่อเวลาไม่เคยคงที่ คล้ายกับบางส่วนของเอกภพที่เวลาบิดเบี้ยว เอกภพที่ใกล้ตัวเราที่สุดอยู่ในจิตใจเรา เราคือเอกภพ และเอกภพคือเรา
ฝนหยุดตก เสียงหยดน้ำหายไป ความชื้นยังคงอยู่ ดวงอาทิตย์ลาพัก กาแฟหมดความร้อน งานที่พร้อมจะเรียบเรียงยังวางอยู่ที่เดิม เวลาผ่านไปพอสมควร เวลาตามนาฬิกาโลก เวลาของโลกยังคงไหลไปตามปกติ ความรู้สึกอื่นๆยังคงเดินทาง ส่วนความรู้สึกที่ขาดหายไปยังไม่กลับมา July 15 อยากบอกอะไรหลายๆอย่างอยากบอกว่าขอบคุณ
ไม่อยากบอกว่าขอโทษ
เพราะจะปรับปรุง
อยากบอกว่ารัก
ไม่อยากบอกว่าเกลียด
เพราะจะให้อภัย
อยากบอกว่าดีใจ
ไม่อยากบอกว่าเสียใจ
เพราะจะทำใจ
อยากบอกว่าสบายๆ
ไม่อยากบอกว่าเหนื่อย
เพราะไม่ได้อ่อนแอ
อยากบอกว่าว่าง
ไม่อยากบอกว่าไม่มีเวลา
เพราะจะแบ่งเวลาไว้ให้ดี
อยากบอกว่ามีความสุข
ไม่อยากบอกว่าเครียด
เพราะจะสุขหรือจะเครียดมาจากภายใน
อยากบอกอีกหลายสิ่ง
ไม่อยากบอกอีกหลายสิ่ง
เพราะมันช่างมากมายเกินกว่าที่จะพิมพ์มันออกมา
ปล. ใครอยากบอก หรือไม่อยากบอกอะไร ก็บอกมา
July 09 ชิงที่3บอลโลกรอบชิงที่สาม ระหว่างเยอรมันกับโปรตุเกต ทีมที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางที่จะไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการแข่งขันได้อีกแล้ว
รอบที่ใครๆก็ไม่อยากดู รอบของคนผิดหวัง เกมที่ไร้ความหวัง เกมคั่นเวลาก่อนรอบชิง...
...ชิงที่สาม การแย่งชิงเพื่อที่จะได้มาซึ่งอันดับที่ไม่มีใครจดจำ.......
โลกนี้จดจำเพียงผู้ที่เป็นที่หนึ่งเท่านั้น การแข่งเพื่อชิงที่สามมันมีประโยชน์อะไร นัดนี้เพื่ออะไร ความหวังหมดไปแล้ว สิ่งที่คอยพยุงให้เล่นต่อไปคือหน้าที่และกฎการแข่งขัน บวกด้วยสปิริตแห่งความเป็นนักกีฬาเพียงเท่านั้นเอง
เวลาผ่านไป ผ่านไปเรื่อยๆ จิตวิญญาณของนักเตะที่ถูกกระตุ้นโดยลูกหนังกลมๆกับกลิ่นหญ้าสีเขียว ทำให้เกมสนุกขึ้น แต่บรรยากาศการยิงบอลเข้ากลับให้ความรู้สึกเฉยๆ กำลังใจจากเพื่อนร่วมชาติยังคอยส่งมาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ไม่ทอดทิ้ง โลกใบนี้ยังมีการให้อยู่เสมอ แต่เราจะได้รับเมื่อเราขาดเท่านั้น
จบเกมไปด้วยสกอร์ 3-1เยอรมันได้ที่สาม จะจำไว้ว่าเป็นที่สาม ที่หนึ่งคงมีคนช่วยจำอีกมากมาย
ปล.
กูจะต้องเป็นที่หนึ่ง
ไม่เป็นที่สอง
ไม่เป็นรองใคร
ทุกคนต้องจดจำ
ไม่สำคัญเลยที่เราจะรู้จักใครบ้าง สำคัญกว่าที่ว่าใครรู้จักเรา June 19 ความลับบางทีคนเรามันก็รู้สึกเหนื่อยที่ต้องเก็บความลับอะไรบางอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นความลับของตัวเองหรือของคนอื่น
เชื่อว่าทุกคนก็เป็น ดังนั้นการเล่าให้คนอื่นฟังต่อก็เป็นทางออกอย่างนึงในการปลดปล่อยความอึดอัดอย่างหนึ่ง
และในเมื่อมีมนุษย์แค่ไม่กี่คน ที่จะสามารถเก็บความลับไว้ได้ตลอดไป
นั่นทำให้ 'ความลับ'เป็นคำๆเดียวที่แปลความหมายได้จริง แต่ไม่มีอยู่จริง
ความลับของผม ความลับที่เก็บไว้เนิ่นนาน ความลับที่ไม่อาจบอกใคร การเปิดเผยในครั้งนี้อาจนำมาซึ่งผลอะไรบางอย่าง
แต่ต้องขอโทษด้วย ทนเก็บไว้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ทุกๆคนช่วยเก็บความลับไว้ให้ดี พยายามอย่าบอกใคร เพราะความลับนี้ เป็นความลับแห่งเดียวที่มีความหมายว่าความลับ แต่หากใครทนไม่ไหว จะเล่าให้คนอื่นฟังก็ได้ แต่ต้องให้คนที่คุณบอก รับปากด้วยว่า จะไม่บอกความลับนี้ออกไปสู่บุคคลอื่นอีก
เรื่องมันมีอยู่ว่า xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
ขอบคุณที่ช่วยรับฟัง ความลับทั้งหมด |
|
|