ThechamP's profileThechamPPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    October 27

    ExTAA VIII : ภูแวครั้งที่ 2 ของทริป (ครั้งที่หนึ่งของแชมป์)

    นี่เป็นการเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาครั้งที่ 3   ก่อนหน้านี้เป็นดอยหลวงเชียงดาว และ ภูสอยดาว

    ความสูงของดอยนี้เท่าไหร่ไม่รู้  แต่ถ้ามีคนเคยไปถึงเราก็ไปถึง  แถมยังมีผู้ร่วมเดินทางที่พึ่งพาได้อีกเก้าคน ได้แก่ พิท กอล์ฟ จิน อ้น หมี ชุ ตุ๊ก แพร ออย  แต่ละคนก็พึ่งพาได้คนละแบบ

    เริ่มเดินทางจากค่ายลำปางที่ถือว่าจบลงอย่างประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของ กอค. รุ่นน้องทุกคน   คณะเดินทางก็ได้เดินทางต่อไป เริ่มต้นจากค่ายไปจนถึงลานดูดาว รวมแล้วก็ 5 ต่อ

    คืนแรกเป็นการอุ่นเครื่อง(ที่หนาวมาก) ด้วยการกางเต๊นท์นอน ณ ลานชมดาว อากาศหนาวใช้ได้ อาหารอร่อยๆที่พี่พิททำก็คือไก่กลั่น ส่วนแอลกอฮอร์ท้องถิ่น(local) คืนนี้ยังไม่มี  เพื่อนจินผู้เปรียบดั่งพระเอกก็จำใจต้องเปิดเผย big surprise ก่อนกำหนด คืนนี้จึงมีไวน์สัปปะรดไว้โดนกันไปพลางๆ

    เช้าวันที่สอง ได้เวลาขึ้นภู  เป้าหมายแรกคือการเดินทางไปค้างคืนที่หมู่บ้านปู่ดู่  ได้อาบน้ำกลางแจ้งจากน้ำที่ล้นออกจากถังเก็บน้ำ   สายน้ำตกจากที่สูง  บนหมู่บ้านสูงๆ  เปลี่ยนแปลงเป็นความรู้สึกสดชื่น สะใจ หวั่นไหว ปลอดภัย

    คืนวันที่สองนี้ได้ local มามากมาย  คืนนี้จึงเมามาย เล่าเรื่องราวออกไปมากมาย อาหารที่อ้วกออกไปช่างน่าเสียดาย  ไปนอนกะครายตอนหนายก็ไม่รู้เรื่องใดๆ

    เช้าวันที่สาม  ออกเดินทางขึ้นยอดภูจริงๆแล้ววันนี้  หนทางยาวไกล  เพียงรู้ว่าใจไปถึง  มันก็ไปถึงจริงๆ ความพยายามและความอดทนของผู้ร่วมเดินทางทุกคนช่างน่านับถือ  บนยอดภูทำพิธีถอดเสื้อเปลือยเปล่าท่อนบนท่ามกลางสายลมหนาวด้วยความภูมิใจและความสะใจ

    ด้านล่างไม่ไกลเป็นจุดกางเต๊นท์ที่มองเห็นยอดภู   คืนที่สองนี้หนาวเย็นสุดๆ  ดื่มไม่มากนัก เป็นตอนต่อของการเปิดใจ และร่างกายยังอ่อนล้าจากฤทธิ์ความเมาเมื่อคืนก่อน  เรื่องราวของแต่ละคนไหลเข้าหู ความต่างในรูปแบบของเหตุการณ์และความคิดของเหล่ามนุษย์ยังทำให้แปลกใจได้อยู่เสมอ  แต่ดูเหมือนว่ามันก็ยังมีพื้นฐานมาจากความคิดเดียวกัน  ท้ายสุดของคืนนี้เหลืออยู่แปดคน จึงใช้วิธีเดาสุ่มอย่างมาตรฐานแบ่งกลุ่มเข้านอน โอ...น้อย....ออก!!

    เช้าวันที่สี่ ด้วยความรักในการค้นหาความเป็นที่สุดของพี่พิทผู้นำการเดินทาง  วันนี้กำหนดการคือการค้นหาน้ำตกที่รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน  วิธีการคือฟังเสียงน้ำ คลำหนทาง โดยมีที่ปรึกษาคือพี่สวยเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง “เริ่มต้นจากเสียงน้ำ ตัดสินใจด้วยความต้องการ  ออกเดินทางด้วยความมุ่งมั่น  ป้องกันความผิดพลาดด้วยการทำเครื่องหมาย สุดท้ายเป็นอย่างไรไม่เสียดาย อย่างไรก็ได้ทำ”  แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จคือการค้นพบน้ำตกที่สวยงาม และนั่นทำให้เกิดความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะหาถ้อยคำใดๆมาเปรียบเทียบได้

    ส่วนคืนนี้ ยอมเละด้วยฤทธิ์สุราอีกคืนหนึ่ง เนื่องจากคืนก่อนได้พักมาแล้ว เป็นตอนต่อของเปิดใจอีกแล้ว คุยกันยังไงก็ไม่จบซะที ตามประสาวัยรุ่นที่ยังใหม่ต่อเรื่องราวอันซับซ้อนของจิตใจ

    เช้าวันที่ห้า ใช้ยอดภูเป็นจุดแบ่งระหว่างการเดินทางไปกับการเดินทางกลับ  และนี่คือการเดินทางกลับ การลงให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนขึ้น  นอกจากจะใช้กล้ามเนื้อขาคนละส่วนของมัดกล้ามเนื้อแล้ว  ยังให้ความรู้สึกที่ต่างไป เป็นความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไป  เป็นความสิ้นสุดของจุดหมายอย่างหนึ่ง  แล้วต้องเริ่มต้นหรือสานต่อจุดมุ่งหมายอีกอย่างหนึ่ง  แต่ไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะมันก็เป็นแค่การเดินขึ้นเขาอีกลูกหนึ่ง

    คืนที่ห้านี้ได้ไปนอนริมธารน้ำใสด้านล่าง  ได้รับประสบการณ์การปิ้งปลา จับปลา การกินเขียดและกุ้งเต้นเป็นครั้งแรกในชีวิต  คืนนี้นอนเร็ว เพราะเหตุผลดีๆข้อเดียว ง่วงงงงง มากกกก

    เช้าวันที่หกตื่นมาท่ามกลางหมอกที่พัดผ่านไปบนผืนลำธาร   เก็บของเพื่อเดินทางไปยังสถานีรถไฟ  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดความท้าทายแม้จะเป็นวันเดินทางกลับกรุงเทพฯ  ทั้งคณะได้ทำการโบกรถตั้งแต่อำเภอปัวของจังหวัดน่าน ไปจนถึงสถานีศิลาอาสถ์ที่จังหวัดอุตรดิตถ์(ถ้าจำไม่ผิด)  รถไฟเข้ากรุงเทพฯออกตอน 20.10น.   ก่อนไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ฝั่งตรงข้ามสถานีซะจนหมดร้าน

    คืนนี้ผ่านพ้นไปด้วยอาการเดิม เมื่อยตูด เจ็บตูด เปลี่ยนท่านั่ง  เมื่อยตูด เจ็บตูด เปลี่ยนท่านั่ง ๆๆๆๆ

    เช้าวันที่ถึงกรุงเทพฯ  สุดท้ายแล้วก็ถึงหัวลำโพงตอนตี 5 กว่าๆ ต่อรถเมล์ไปที่บ้านที่เรียกว่าชมรมค่ายอาสา ต่อด้วยโจ๊กสามย่าน  ท้ายสุดๆของการเดินทาง คณะเดินทางก็แยกย้าย  ตัวเราเองก็ฝากการเดินทางครั้งนี้ไว้กับแทกซี่มิเตอร์

    ที่บ้านยังเหมือนเดิม คนในกระจกแปลกตาไปมาก จนสงสัยไปว่า สังคมเมืองยังจะยอมให้เราใช้ชีวิตร่วมด้วยต่อไปหรือเปล่า แต่ใครจะสน  ชีวิตเป็นของกู

     

    ปล.

    บนเขา คิดถึงพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ทุกคน  คิดถึงทุกคนที่พูดถึงขณะเดินทางและโดยเฉพาะตอนเปิดใจ  คิดถึงวิทยานิพนธ์เป็นพักๆ

    ที่บ้าน คิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ขอให้ตัวเองและเพื่อนๆผู้ร่วมเดินทาง กลับมาใช้ชีวิตในเมืองได้โดยสวัสดิภาพ

    October 06

    หลงเมืองกรุงกับทัวร์ชุสิคะ ครั้งที่ 1 : สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม

    เวลาก่อนเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2550 หลังจากมื้อค่ำหลังรับประทานอาหาร ประกอบด้วยสมาชิก 4 ท่าน อันได้แก่ ชุ กอล์ฟ แชมป์ แพร  ได้ออกเดินทางกะทันหันภายใต้ชื่อทัวร์ที่ว่า "หลงเมืองกรุงกับทัวร์ชุสิคะ" ภายใต้ชื่อนี้สมาชิกทั้งสี่มีความเห็นแล้วว่าสมควรจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด(ความรับผิดชอบ) แต่ไม่จำกัดสถานที่  วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อความสุขทางจิตใจไปเรื่อยๆในกรุงเทพฯแล้วแต่ชุจะพาหลงไป

    การเดินทางครั้งแรกเกิดขึ้นจนได้และถึงที่หมายที่เรียกว่า ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม(ถ้าชุมันไม่บอกผิด) ที่แห่งนี้ความจริงแล้วเป็นสวนสาธารณะเล็กๆที่บังเกิดบนพื้นที่ว่างใต้สะพาน อันกอล์ฟคาดการว่าเหตุผลก็คือเพื่อไม่ให้ถูกปล่อยเป็นแหล่งเสื่อมโทรม  สวนนี้ยามกลางวันเป็นอย่างไรไม่อาจคาดได้  แต่ยามกลางคืนมันช่างงดงามสวยหรูดูโรแมนติกสุดขีด   แหงนมองจากใต้สะพานเห็นสะพานทอดยาวไปทั้งสองฝั่ง  แสงไฟประดับสะพานถูกจัดเรียงไว้อย่างเหมาะสม เกิดแสงเงาที่สะท้อนถึงความรู้สึกอันหลากหลาย ไม่ว่าคนเศร้า คนเหงา คนสุข คนมีความรัก คนต้องการมีความรัก และคนบ้า ทุกอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวถูกเติมเต็มและส่งเสริมให้คุณได้เข้าใจถึงอรรถรสของการมีชีวิตอยู่ถ่องแท้ ดังคำกล่าวที่ว่า"กรุงเทพฯมิได้มีเพียงสามย่านกับสยามพารากอน"

    บริเวณสุดทางของทางเข้า ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่คุณสัมผัสได้ เนื่องจากมีโป๊ะเตรียมไว้บริการ  บางคนไปนั่งตกปลา บางคนไปนั่งเล่นกับครอบครัว บางกลุ่มไปกับเพื่อนแล้วพูดคุยรบกวนคนอื่น(กลุ่มเรานี่แหละ)

    หลังจากอิ่มเอมกับการมองลงไปในแม่น้ำ เราก็กลับหลังหันเข้าสู่ตัวเมือง  ถนนที่มองเห็นอยู่ไกลๆมีรถชนกัน(อันนี้ไม่ค่อยสุนทรี) สวนหย่อมด้านหน้า อนุสรณ์รถแทร๊กเต้อร์ ต้นมะพร้าว องค์ประกอบที่แสนขัดแย้งแต่ลงตัวทำให้มองได้มิรู้เบื่อ ลักษณะฐานสะพานถูกออกแบบมาให้เหมือนเวทีคอนเสิร์ท ช่วยขยายอารมณ์ความเป็นศิลปินออกมาได้อย่างไม่เคยรู้สึกที่ไหนมาก่อน

    ถึงเวลาสมควรเป็นขากลับ ลองมองย้อนกลับไปอีกที จะเห็นว่าความเครียด ความเหงา ความเศร้า ความรู้สึกแย่ๆทั้งหลายถูกกักไว้ ณ ที่แห่งนั้น  ซึ่งมันไม่สามารถกลับมาหาเราได้อีกแล้ว นอกจากเราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่เอง