| ThechamP's profileThechamPPhotosBlogLists | Help |
ThechamPถ้าไม่กล้าเสี่ยง ก็เสียชาติเกิด |
||||
|
|
March 08 กระแส : กระแสหลัก กระแสรอง ตามกระแส ทวนกระแส*นิยาม
กระแสหลัก(คำนาม)=กระแสที่จำนวนมากกว่า กระแสรอง(คำนาม)=กระแสที่จำนวนน้อยกว่า ตามกระแส(คำกริยา)=การทำตามกระแสหลักหรือกระแสรอง ทวนกระแส(คำกริยา)=การปฏิเสธกระแสหลักและกระแสรอง อิ้นดี้แท้=ทำตามสิ่งที่เป็นความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง อินดี้เทียม=ทำตามกระแสรอง ไม่เป็นตัวของตัวเอง สิ่งต่างๆในโลกล้วนมีมากกว่าหนึ่งด้านเสมอ อย่างน้อยก็สองด้านตามทฤษฎี หยิน-หยาง กรณีที่มีสามด้านก็ได้แก่วัตถุต่างๆที่มีความกว้าง ความยาว ความสูง ดังที่เข้าใจกันได้โดยทั่วไป ส่วนสี่ด้าน ห้าด้าน หน้าด้าน ก็ว่ากันไป
พฤติกรรมมนุษย์มีความหลากหลาย ด้วยความแตกต่างของอัตตา ทิฐิ จิต(เหนือ-กลาง-ใต้)สำนึก ปัจเจก และความต้องการมีเอกลักษณ์ ส่งผลให้โลกเป็นอย่างทุกวันนี้ กล่าวคือเป็นไปตามที่มันเป็น ไม่ว่าคุณคิดอย่างไร ควรเป็นหรือไม่ควรเป็น ปัจจุบันขณะย่อมขับเคลื่อนสังคมไปตามกระแสรวม โดยมีแรงต่อต้านจากกลุ่มทาวนกระแส มีอดีตเป็นข้อมูลและมีอนาคตเป็นความน่าจะเป็น
หากเป็นคนในวงการวิทยาศาสตร์ จะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน ไม่มีคำว่า"ฟันธง!" "100%" "0%" "เป็นไปไม่ได้" ฯลฯ ทุกสิ่งย่อมมีความไม่แน่นอนและมีข้อยกเว้นเสมอ และแน่นอนก็ไม่อาจฟันธง!ได้เช่นกันว่าทุกสิ่งไม่แน่นอน จริงๆแล้วอาจจะมีสิ่งที่แน่นอนอยู่ก็ได้ บางคนอาจจะยกคำพูดอมตะที่ว่า "ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน" แต่คำพูดนี้ก็ไม่แน่นอนเช่นกัน มันอาจจะเปลี่ยนไปเป็น "ความแน่นอนย่อมแน่นอน" หรืออาจจะหายไปเลย
ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์สารเคมีที่เขียนไว้ว่าบริสุทธิที่สุด ผลิตยากที่สุด แพงที่สุด ก็ยังมีเปอร์เซ็นการปนอยู่ของสารอื่นๆ อาจจะเพียงแค่0.01% หรือน้อยกว่านั้น แต่ยังไงก็ไม่100% งานวิจัยก็เช่นกันไม่มีผลงานไหนที่ผู้วิจัยบอกว่าแน่นอน แต่จะบอกว่า "เป็นไปได้ว่า" "มีโอกาส" "อาจส่งผลให้" ดังนั้นถ้าคุณมีแฟนเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะพูดว่า"ผมจะรักคุณตลอดไป"
ที่เกริ่นมาอย่างนอกเรื่องไปไกลทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อจะบอกว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มันไม่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนนะ ในคนหนึ่งคนไม่สามารถที่จะดีหรือเลวได้ทั้งหมด ในคนหนึ่งคนไม่สามารถที่จะมีความคิดตามกระแสหรือทวนกระแสได้ทั้งหมด เช่นการเมืองประเทศไทยมีกระแสหลักไปทางพรรคพลังเงิน(เงิน=ประชาชน) โดยมีพรรคตรงข้ามเป็นกระแสรองซึ่งกรณีนี้คือการทวนกระแสด้วย ซึ่งตามทฤษฎีแล้วสังคมจะเคลื่อนไปตามแรงรวมที่มากกว่าเท่านั้นไม่ว่าจะดีหรือเลว กลุ่มคนที่เรียกกันว่าพวก"เด็กแนว""อินดี้" คนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ในกระแสรองไม่ก็ทวนกระแสนั่นเอง ต้องใช้ความสนใจที่แตกต่างจากกระแสหลัก+ความกล้าที่จะแตกต่าง+โอกาสที่จะเสนอความแตกต่าง
ในคนหนึ่งคนมีสิ่งที่ตามกระแสและทวนกระแสอยู่ในตัว มีทั้งกระแสหลักและกระแสรองในตัว บางกระแสเกี่ยวโยงกับกระแสอื่นเมื่อกระแสหนึ่งไปในทิศทางหนึ่งก็จะดึงอีกกระแสตามไป บางกระแสเป็นอิสระในตัวเอง และบางกระแสแม้จะตรงข้ามแต่ก็ไม่ได้ต้านกัน คนทุกคนย่อมเป็นมิตรต่อกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ตัวอย่างเช่นคุณอาจจะชอบทีมฟุตบอลทีมเดียวกัน แต่กลับชอบพรรคการเมืองคนละขั้ว คุณอาจนับถือศาสนาเดียวกัน แต่กลับมีความเชื่อเรื่องวัตถุมงคลต่างกัน ด้วยความต่างและเหมือนกันนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า"ความสัมพันธ์"
ตามกระแส เป็นคำต้องห้ามของกลุ่มอินดี้เทียม เหมือนเป็นการไปด่าใส่หน้าเขาว่า "ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง" พวกเขาจะรู้สึกเหมือนโดนดูถูกความปัจเจกของเขา พวกเขาจะบูชากระแสรองอย่างไม่ลืมหูลืมตาและปฏิเสธกระแสหลักอย่างรุนแรง พวกนี้จะต้องการจะแตกต่างเพื่อเรียกร้องความสนใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่าความจริงแล้วตัวเองก็กำลังตามกระแสเช่นกัน ในกลุ่มอินดี้แท้จะไม่สนใจคำวิจารณ์จากภายนอก เขาจะเชื่อในสิ่งที่เขาชอบจากใจจริง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในกระแสหลักหรือกระแสรอง หากมีใครมาพูดกับเข้าว่า "ตามกระแส" เขาจะไม่สนใจ เพราะเขาคิดว่า'ตามกระแสแล้วไง ก็กูชอบนี่หว่า' ดังนั้นอินดี้แท้หรือเทียม มันอยู่ที่ทัศนคติ
ขอสรุปอย่างห้วนๆเลย ณ บัดนี้ "จงตามกระแสในสิ่งที่คุณคิดว่าสมควรตาม จงต้านกระแสในสิ่งที่คุณคิดว่าสมควรต้าน ไม่ว่ากระแสนั้นจะเป็นกระแสหลักหรือกระแสรอง"
ปล.1 อ่านแล้วอาจจะอึดอัดเหมือนถูกสั่งสอน แต่ขอรับรองว่าไม่ได้อยากสอนลิงปีนต้นไม้ หรือสอนจรเข้ว่ายน้ำ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จงปล่อยให้เป็นไปตามกระแสของคุณ
ปล.2 กรุณาวิจารณ์หลังอ่านจบ December 30 ปริศนามนุษย์กล ของ อูโก้ กาเบรต์เขียนโดย : ไบรอัน เซลสนิค แนวหนังสือ : ส่วนผสมระหว่างวรรณกรรมเยาวชน หนังสือภาพ นิยายลึกลับ ภาพเขียน สตอรี่บอร์ด และภาพยนต์ มันไม่ใช่ภาพที่มีตัวหนังสือบรรยาย แต่มันแยกส่วนการนำเสนอไปเลย บางทีก็เล่าเรื่องใช้ตัวหนังสือ บางทีก็ใช้ภาพ แปลกใหม่ดี เนื้อเรื่องนิดหน่อย : พ่อของอูโก้ กาเบรต์ พยายามซ่อมหุ่นมนุษย์กล ด้วยหวังว่าเมื่อมันใช้งานได้ มันจะเขียนหรือวาดในสิ่งที่ผู้สร้างมันต้องการจะบอก เมื่อพ่อเขาตาย อูโก้ต้องไปอยู่กับลุงที่เป็นช่างดูแลนาฬิกา ที่นั่นอูโก้ได้แอบซ่อมมนุษย์กลโดยอาศัยข้อมูลจากสมุดบันทึกของพ่อที่เขาได้รับมา หลังจากซ่อมมนุษย์กลได้แล้ว ปริศนาอะไรจะซ่อนอยู่ ไปอ่านดู หาอ่านได้ที่ : TK park Central World เลขรหัสหนังสือ รป.ซ57ป ข้อความบางส่วนในหนังสือ : "...ทำไมหุ่นกลที่ใช้การไม่ได้ถึงทำให้ฉันรู้สึกเศร้านิดๆ เป็นเพราะว่ามันไม่อาจทำในสิ่งที่ถูกกำหนดให้ทำได้" "...ฉันชอบจินตนาการว่าโลกของเราเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ เธอรู้ใช่มั้ยว่าเครื่องจักรไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษหรอก มันประกอบขึ้นมาจากชิ้นส่วนชนิดต่างๆที่จำเป็นในจำนวนที่แน่นอน ฉันก็เลยนึกว่าโลกทั้งโลกคือเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ฉันมาอยู่ที่นี่ นั่นก็หมายความว่ามีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน" "ถึงแม้นาฬิกาจะเสียหมดทุกเรือน เวลาก็ไม่หยุดเดินอยู่ดี แม้ว่าเราจะอยากให้หยุดขนาดไหนก็ตาม" "ถ้าหนูเคยสงสัยว่าความฝันมาจากไหนในตอนที่เราหลับ ลองมองไปรอบๆสิ ความฝันถูกสร้างขึ้นที่นี่แหละ"
ปล. หนังสือเล่มใหญ่เบ้อเริ่ม แต่ภาพประกอบก็เยอะ สามารถอ่านจบได้ภายในหนึ่งวัน ปลล. ขี้เกียจพิมพ์ ต้องขอโทษคนที่บังเอิญสนใจมันขึ้นมาแล้วอยากรู้ข้อมูลมากกว่านี้อะนะ November 11 แนะนำกันไป 5 เล่ม1. สมองฟิต ความคิดปิ๊ง
เขียนโดย Lawrence C.Katz, Manning Rubin
แปลโดย อารี ชัยเสถียร
เนื้อหา เขานำเสนอทฤษฎี นิวโรบิคส์ คล้ายๆกับการออกกำลังกายนั่นแหละ ทำได้โดยทำกิจกรรมที่ไม่คุ้นเคย มันจะทำให้สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิดทำงานมากขึ้น ตรงข้ามกับการทำกิจกรรมที่คุ้นเคย มันจะใช้สมองส่วนหน้าน้อยมาก ที่รู้ได้ก็เพราะการวัดสัญญาณไฟฟ้ารอบสมองแล้วพบว่าเวลาทำสิ่งใหม่ๆคลื่นสมองเต็มไปหมด ตัวอย่างการออกกำลังกายสมอง เช่น ทำกิจวัตรทั่วไปด้วยมือที่ไม่ถนัด เดินทางไปในที่ๆไม่คุ้นเคย งดใช้ประสาทสัมผัสบางอย่าง(เช่นหลับตาอาบน้ำ) เข้าสังคม มีความรัก สรุปแล้วก็ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่ก็เป็นไปได้และไม่เสียหายที่จะทดลอง เผื่อจะฉลาดขึ้นจริงๆ
2. X-ray คนไทย 360 องศา
เขียนโดย พงษ์ ผาวิจิตร
เนื้อหา พูดถึงนิสัยคนไทยกันตรงๆ บางทีก็เปรียบเทียบกับชนชาติอื่น ด้วยความเห็นส่วนตัวแล้วถือว่าหนังสือเล่มนี้เขียนออกมาโดยใช้อคติค่อนข้างต่ำ มันช่วยในการมองและเข้าใจคนที่มีความคิดแบบไทยแท้ ซึ่งบางทีคนที่เรียนรู้ชีวิตในหนังสือและในมหาวิทยาลัยอย่างเราๆคิดแตกต่างออกไป แต่ยังไงเราก็ยังเป็นคนไทยอยู่ดี ดังนั้นมันก็จะมีบางจุดที่โดนเข้าตัวเองอย่างจัง หลายๆอย่างก็โดนเข้ากับคนรอบข้าง นิสัยบางอย่างถือว่าน่ารัก แต่นิสัยบางอย่างถือว่าเป็นอันตรายต่อการพัฒนาสังคมไทย ซึ่งหากไม่แก้ไขแล้ว ประเทศไทยก็จะยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ตัวอย่างอันนึงที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเรื่องการศึกษา คนไทยเข้าเรียนไม่ใช่เพราะอยากได้ความรู้ แต่อยากได้วุฒิ เพราะสังคมถือหางคนมีวุฒิ คนไทยส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตเติบโตมาอย่าง "ไม่รู้ตัวเอง" ถ้าลองถามเด็กมหาลัยหลายๆคนว่า ทำไมถึงเรียนคณะนี้หรือจบแล้วจะทำอะไร ก็จะได้คำตอบประมาณว่า ไม่รู้ ไม่แน่ใจ
3. เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม
เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
เนื้อหา เป็นการนำความเป็นไปได้ของการตัดสินใจจากทั้งสองฝ่ายที่ต้องแข่งกันรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งถ้าอ่านแล้วจะเห็นว่าในทุกเหตุการณ์สามารถมีผลประโยชน์ร่วมกันได้สูงสุดเสมอ แต่ด้วยความกลัว ความไม่เชื่อใจ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ มันทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกันที่ประโยชน์ต่ำๆเสมอๆ
4. เศรษฐศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร
เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
เนื้อหา เป็นการเอาเรื่องรอบตัวมาอธิบายเศรษฐศาสตร์ให้คนทั่วๆไปอ่าน ซึ่งก็พบว่าอ่านแล้วเข้าใจได้ดี ถ้าขี้สงสัยหน่อยก็จะสงสัยอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาอีกมากมาย ประมาณว่าถ้าอยากรู้คงต้องไปเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เข้าใจว่าทำไมราคาสินค้าถึงเพิ่มขึ้น ทำไมน้ำมันราคาผันผวน รูปแบบการบริการมีผลอย่างไร และมุมมองของการเป็นเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างไร บางทีอ่านๆไปก็รู้สึกว่า ความจริงแล้วแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ก็มุ่งสู่ความสมดุล เพราะสุดท้ายแล้วราคามันจะไปอยู่ที่จุดๆหนึ่งที่ทุกคนพอใจร่วมกัน (หากใช้หนังสือเรื่องทฤษฎีเกม ก็จะสามารถอธิบายเชิงเกมได้เช่นกัน) ตัวอย่างง่ายๆของความสมดุล เช่น ถ้าร้านค้ามีแคชเชียร์หลายจุด ถ้าคนเยอะพอ จะเห็นว่าแถวคนรอจ่ายเงินทุกแถวยาวเท่ากัน เพราะถ้าหากแถวใดแถวหนึ่งสั้นลงไป คนจากแถวยาวกว่าก็จะย้ายมาแถวสั้น จนแถวทุกแถวยาวเท่ากันเสมอ
5. The Secret
เขียนโดย Rhonda Byrne
แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา
เนื้อหา อ่านไปแรกๆอาจจะนึกว่าเป็นหนังถือศรัทธาอภินิหาริย์ของ"แรงดึงดูด" แต่จริงๆแล้วออกจะเป็นปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการอธิบายความเชื่อทางศาสนาทุกแขนงไปจนถึงต้นตอในรูปแบบของชาวตะวันตก ซึ่งต้องมีการนำวิทยาศาสตร์มาอธิบายร่วมด้วย หลังจากเล่าทฤษฎีแล้วเขาก็จะมีบุคคลตัวอย่างมากมายมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้ความลับ ถ้าใครไม่ชอบพวกทีวีไดเรค หรือธุรกิจเครือข่ายขายตรงล่ะก็ คงรู้สึกแปลกๆ แต่สุดท้ายแล้วพออ่านจบก็จะมีอคติลดลง เพราะเราไม่ต้องซื้อของๆเขา และมันมีแนวโน้มไปทางศาสนาซะเยอะ ทุกสิ่งเป็นสิ่งที่เรารู้ แต่เราไม่ค่อยได้ปฏิบัติ การทำตามสิ่งที่เขียนในหนังสือเล่มนี้ ไม่มีความเสียหายอันใด ไม่เสียหายที่จะทดลอง เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เราคิดบวก คิดไปในทางที่ทำให้มีความสุขในชีวิต และถึงมันจะทำได้ยาก แต่มันก็ทำได้
ปล. ในบรรดาหนังสือทั้งหลายที่อ่านมา มันมีหนังสือที่ดีไม่กี่เล่ม ไม่อยากแนะนำหนังสือห่วยๆให้ใครอ่าน (หนังสือห่วย=หนังสือที่ขัดต่อความคิดของผม)(หนังสือห่วย=หนังสือที่ตรงกับความคิดของคนจำพวกตรงข้ามกับผม)
คำคมวันนี้ เลือกหนังสือ เหมือนเลือกงาน เหมือนเลือกสังคม เหมือนเลือกคู่ชีวิต ถ้าอ่านเนื้อหาแล้วดี มีสาระ ไม่เบื่อ ก็จงเก็บไว้เป็นเจ้าของ ไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะออกแบบปกไว้อย่างไรก็ตาม November 05 ปลายทางของความคิดขั้นที่สามจากจุดเริ่มต้นที่ศูนย์1.1.1 จุดเริ่มต้นของมนุษยชาติที่ได้ออกสู่โลกภายนอก
1.1.2 ผ้าขาว
1.1.3 บอบบาง
1.2.1 แทนหมอน
1.2.2 นิ่ม
1.2.3 หมี
1.3.1 แม่
1.3.2 อ่อนแอ
1.3.3 ลึกลงไป
2.1.1 โกรธ
2.1.2 ทำตามรุ่นพ่อแม่
2.1.3 สนุก
2.2.1 กลัว
2.2.2 ล่อลวง
2.2.3 สนุก
2.3.1 เด็กผู้หญิง
2.3.2 อีหนู
2.3.3 ลูกๆ
3.1.1 มากกว่า18ปี
3.1.2 ดึงเชือกมาเรื่อยๆ
3.1.3 สอ-อา-วอ
3.2.1 มีแฟนแล้ว
3.2.2 รักข้างเดียว
3.2.3 เพื่อนสนิท
3.3.1 Synergy
3.3.2 ชมรม
3.3.3 รุ่นน้อง
4.1.1 ธรรมชาติ
4.1.2 จิต
4.1.3 ไขสันหลัง
4.2.1 นี้อีกนาน
4.2.2 กาย
4.2.3 ใจ
4.3.1 ฟิสิกส์
4.3.2 อากาศมีอยู่จริง
4.3.3 คลื่นตามยาว
ทั้งหมดเริ่มต้นที่ศูนย์
October 27 ExTAA VIII : ภูแวครั้งที่ 2 ของทริป (ครั้งที่หนึ่งของแชมป์)นี่เป็นการเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาครั้งที่ 3 ก่อนหน้านี้เป็นดอยหลวงเชียงดาว และ ภูสอยดาว ความสูงของดอยนี้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ถ้ามีคนเคยไปถึงเราก็ไปถึง แถมยังมีผู้ร่วมเดินทางที่พึ่งพาได้อีกเก้าคน ได้แก่ พิท กอล์ฟ จิน อ้น หมี ชุ ตุ๊ก แพร ออย แต่ละคนก็พึ่งพาได้คนละแบบ เริ่มเดินทางจากค่ายลำปางที่ถือว่าจบลงอย่างประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของ กอค. รุ่นน้องทุกคน คณะเดินทางก็ได้เดินทางต่อไป เริ่มต้นจากค่ายไปจนถึงลานดูดาว รวมแล้วก็ 5 ต่อ คืนแรกเป็นการอุ่นเครื่อง(ที่หนาวมาก) ด้วยการกางเต๊นท์นอน ณ ลานชมดาว อากาศหนาวใช้ได้ อาหารอร่อยๆที่พี่พิททำก็คือไก่กลั่น ส่วนแอลกอฮอร์ท้องถิ่น(local) คืนนี้ยังไม่มี เพื่อนจินผู้เปรียบดั่งพระเอกก็จำใจต้องเปิดเผย big surprise ก่อนกำหนด คืนนี้จึงมีไวน์สัปปะรดไว้โดนกันไปพลางๆ เช้าวันที่สอง ได้เวลาขึ้นภู เป้าหมายแรกคือการเดินทางไปค้างคืนที่หมู่บ้านปู่ดู่ ได้อาบน้ำกลางแจ้งจากน้ำที่ล้นออกจากถังเก็บน้ำ สายน้ำตกจากที่สูง บนหมู่บ้านสูงๆ เปลี่ยนแปลงเป็นความรู้สึกสดชื่น สะใจ หวั่นไหว ปลอดภัย คืนวันที่สองนี้ได้ local มามากมาย คืนนี้จึงเมามาย เล่าเรื่องราวออกไปมากมาย อาหารที่อ้วกออกไปช่างน่าเสียดาย ไปนอนกะครายตอนหนายก็ไม่รู้เรื่องใดๆ เช้าวันที่สาม ออกเดินทางขึ้นยอดภูจริงๆแล้ววันนี้ หนทางยาวไกล เพียงรู้ว่าใจไปถึง มันก็ไปถึงจริงๆ ความพยายามและความอดทนของผู้ร่วมเดินทางทุกคนช่างน่านับถือ บนยอดภูทำพิธีถอดเสื้อเปลือยเปล่าท่อนบนท่ามกลางสายลมหนาวด้วยความภูมิใจและความสะใจ ด้านล่างไม่ไกลเป็นจุดกางเต๊นท์ที่มองเห็นยอดภู คืนที่สองนี้หนาวเย็นสุดๆ ดื่มไม่มากนัก เป็นตอนต่อของการเปิดใจ และร่างกายยังอ่อนล้าจากฤทธิ์ความเมาเมื่อคืนก่อน เรื่องราวของแต่ละคนไหลเข้าหู ความต่างในรูปแบบของเหตุการณ์และความคิดของเหล่ามนุษย์ยังทำให้แปลกใจได้อยู่เสมอ แต่ดูเหมือนว่ามันก็ยังมีพื้นฐานมาจากความคิดเดียวกัน ท้ายสุดของคืนนี้เหลืออยู่แปดคน จึงใช้วิธีเดาสุ่มอย่างมาตรฐานแบ่งกลุ่มเข้านอน โอ...น้อย....ออก!! เช้าวันที่สี่ ด้วยความรักในการค้นหาความเป็นที่สุดของพี่พิทผู้นำการเดินทาง วันนี้กำหนดการคือการค้นหาน้ำตกที่รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน วิธีการคือฟังเสียงน้ำ คลำหนทาง โดยมีที่ปรึกษาคือพี่สวยเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง “เริ่มต้นจากเสียงน้ำ ตัดสินใจด้วยความต้องการ ออกเดินทางด้วยความมุ่งมั่น ป้องกันความผิดพลาดด้วยการทำเครื่องหมาย สุดท้ายเป็นอย่างไรไม่เสียดาย อย่างไรก็ได้ทำ” แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จคือการค้นพบน้ำตกที่สวยงาม และนั่นทำให้เกิดความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะหาถ้อยคำใดๆมาเปรียบเทียบได้ ส่วนคืนนี้ ยอมเละด้วยฤทธิ์สุราอีกคืนหนึ่ง เนื่องจากคืนก่อนได้พักมาแล้ว เป็นตอนต่อของเปิดใจอีกแล้ว คุยกันยังไงก็ไม่จบซะที ตามประสาวัยรุ่นที่ยังใหม่ต่อเรื่องราวอันซับซ้อนของจิตใจ เช้าวันที่ห้า ใช้ยอดภูเป็นจุดแบ่งระหว่างการเดินทางไปกับการเดินทางกลับ และนี่คือการเดินทางกลับ การลงให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนขึ้น นอกจากจะใช้กล้ามเนื้อขาคนละส่วนของมัดกล้ามเนื้อแล้ว ยังให้ความรู้สึกที่ต่างไป เป็นความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไป เป็นความสิ้นสุดของจุดหมายอย่างหนึ่ง แล้วต้องเริ่มต้นหรือสานต่อจุดมุ่งหมายอีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะมันก็เป็นแค่การเดินขึ้นเขาอีกลูกหนึ่ง คืนที่ห้านี้ได้ไปนอนริมธารน้ำใสด้านล่าง ได้รับประสบการณ์การปิ้งปลา จับปลา การกินเขียดและกุ้งเต้นเป็นครั้งแรกในชีวิต คืนนี้นอนเร็ว เพราะเหตุผลดีๆข้อเดียว ง่วงงงงง มากกกก เช้าวันที่หกตื่นมาท่ามกลางหมอกที่พัดผ่านไปบนผืนลำธาร เก็บของเพื่อเดินทางไปยังสถานีรถไฟ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดความท้าทายแม้จะเป็นวันเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทั้งคณะได้ทำการโบกรถตั้งแต่อำเภอปัวของจังหวัดน่าน ไปจนถึงสถานีศิลาอาสถ์ที่จังหวัดอุตรดิตถ์(ถ้าจำไม่ผิด) รถไฟเข้ากรุงเทพฯออกตอน 20.10น. ก่อนไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ฝั่งตรงข้ามสถานีซะจนหมดร้าน คืนนี้ผ่านพ้นไปด้วยอาการเดิม เมื่อยตูด เจ็บตูด เปลี่ยนท่านั่ง เมื่อยตูด เจ็บตูด เปลี่ยนท่านั่ง ๆๆๆๆ เช้าวันที่ถึงกรุงเทพฯ สุดท้ายแล้วก็ถึงหัวลำโพงตอนตี 5 กว่าๆ ต่อรถเมล์ไปที่บ้านที่เรียกว่าชมรมค่ายอาสา ต่อด้วยโจ๊กสามย่าน ท้ายสุดๆของการเดินทาง คณะเดินทางก็แยกย้าย ตัวเราเองก็ฝากการเดินทางครั้งนี้ไว้กับแทกซี่มิเตอร์ ที่บ้านยังเหมือนเดิม คนในกระจกแปลกตาไปมาก จนสงสัยไปว่า สังคมเมืองยังจะยอมให้เราใช้ชีวิตร่วมด้วยต่อไปหรือเปล่า แต่ใครจะสน ชีวิตเป็นของกู
ปล. บนเขา คิดถึงพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ทุกคน คิดถึงทุกคนที่พูดถึงขณะเดินทางและโดยเฉพาะตอนเปิดใจ คิดถึงวิทยานิพนธ์เป็นพักๆ ที่บ้าน คิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ขอให้ตัวเองและเพื่อนๆผู้ร่วมเดินทาง กลับมาใช้ชีวิตในเมืองได้โดยสวัสดิภาพ October 06 หลงเมืองกรุงกับทัวร์ชุสิคะ ครั้งที่ 1 : สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมเวลาก่อนเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2550 หลังจากมื้อค่ำหลังรับประทานอาหาร ประกอบด้วยสมาชิก 4 ท่าน อันได้แก่ ชุ กอล์ฟ แชมป์ แพร ได้ออกเดินทางกะทันหันภายใต้ชื่อทัวร์ที่ว่า "หลงเมืองกรุงกับทัวร์ชุสิคะ" ภายใต้ชื่อนี้สมาชิกทั้งสี่มีความเห็นแล้วว่าสมควรจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด(ความรับผิดชอบ) แต่ไม่จำกัดสถานที่ วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อความสุขทางจิตใจไปเรื่อยๆในกรุงเทพฯแล้วแต่ชุจะพาหลงไป การเดินทางครั้งแรกเกิดขึ้นจนได้และถึงที่หมายที่เรียกว่า ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม(ถ้าชุมันไม่บอกผิด) ที่แห่งนี้ความจริงแล้วเป็นสวนสาธารณะเล็กๆที่บังเกิดบนพื้นที่ว่างใต้สะพาน อันกอล์ฟคาดการว่าเหตุผลก็คือเพื่อไม่ให้ถูกปล่อยเป็นแหล่งเสื่อมโทรม สวนนี้ยามกลางวันเป็นอย่างไรไม่อาจคาดได้ แต่ยามกลางคืนมันช่างงดงามสวยหรูดูโรแมนติกสุดขีด แหงนมองจากใต้สะพานเห็นสะพานทอดยาวไปทั้งสองฝั่ง แสงไฟประดับสะพานถูกจัดเรียงไว้อย่างเหมาะสม เกิดแสงเงาที่สะท้อนถึงความรู้สึกอันหลากหลาย ไม่ว่าคนเศร้า คนเหงา คนสุข คนมีความรัก คนต้องการมีความรัก และคนบ้า ทุกอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวถูกเติมเต็มและส่งเสริมให้คุณได้เข้าใจถึงอรรถรสของการมีชีวิตอยู่ถ่องแท้ ดังคำกล่าวที่ว่า"กรุงเทพฯมิได้มีเพียงสามย่านกับสยามพารากอน" บริเวณสุดทางของทางเข้า ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่คุณสัมผัสได้ เนื่องจากมีโป๊ะเตรียมไว้บริการ บางคนไปนั่งตกปลา บางคนไปนั่งเล่นกับครอบครัว บางกลุ่มไปกับเพื่อนแล้วพูดคุยรบกวนคนอื่น(กลุ่มเรานี่แหละ) หลังจากอิ่มเอมกับการมองลงไปในแม่น้ำ เราก็กลับหลังหันเข้าสู่ตัวเมือง ถนนที่มองเห็นอยู่ไกลๆมีรถชนกัน(อันนี้ไม่ค่อยสุนทรี) สวนหย่อมด้านหน้า อนุสรณ์รถแทร๊กเต้อร์ ต้นมะพร้าว องค์ประกอบที่แสนขัดแย้งแต่ลงตัวทำให้มองได้มิรู้เบื่อ ลักษณะฐานสะพานถูกออกแบบมาให้เหมือนเวทีคอนเสิร์ท ช่วยขยายอารมณ์ความเป็นศิลปินออกมาได้อย่างไม่เคยรู้สึกที่ไหนมาก่อน ถึงเวลาสมควรเป็นขากลับ ลองมองย้อนกลับไปอีกที จะเห็นว่าความเครียด ความเหงา ความเศร้า ความรู้สึกแย่ๆทั้งหลายถูกกักไว้ ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งมันไม่สามารถกลับมาหาเราได้อีกแล้ว นอกจากเราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่เอง October 03 "คำบรรยาย" Part 8 : จาก
“ แล้วเราจะทำยังไงกันต่อดีตอนนี้ พี่กอล์ฟก็ยังไม่ฟื้นเลย ” ยุ้ยเริ่มประโยค ทำลายความเงียบบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน แต่ความเงียบก็ยังคงอยู่ “ ไม่รู้เหมือนกัน ” พิทช่วยตอบเพื่อแสดงการตอบสนอง บรรยากาศยังคงเงียบต่อไป “ พวกคุณเป็นญาติคุณกอล์ฟใช่ไหมครับ ” คุณหมอผู้ทำการรักษาเดินออกมาแล้วถาม หน้าตาแสดงออกว่าจะบอกข่าวที่ไม่สู้ดีนัก “ หมอต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ หมอได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ” “ เป็นไปไม่ได้ หมอรักษายังไง พี่เขาแค่เลือดออกจากแผลที่ข้อมือไม่ใช่หรือ ” จินท้วงหมอด้วยสีหน้าโมโหปนเสียใจ “ คุณกอล์ฟเขามีอาการขาดน้ำและอาหารอย่างรุนแรงครับ ทำให้ร่างกายไม่สามารถทำงานตามปกติได้ และการที่มีบาดแผลเลือดออกก็ทำให้อาการยิ่งแย่ลงเร็วขึ้น ” หมออธิบายเท่าที่คนทั่วไปจะฟังเข้าใจ พิทยืนก้มหน้านิ่ง จินเดินถอยออกจากหมอแล้วทรุดนั่งลงบนม้านั่ง ยุ้ยร้องไห้ออกมาอย่างเต็มที่ มายเข้าไปกอดยุ้ยเพื่อปลอบใจทั้งๆที่ตัวเองก็มีน้ำตาไหลออกมา
สองวันผ่านไป ที่งานศพของกอล์ฟ ผู้คนที่มาร่วมงานมีเพียงสี่คน ซึ่งก็คือพิท จิน กอล์ฟ ยุ้ย เพราะกอล์ฟถูกตัดขาดจากเครือญาติเนื่องจากทำธุรกิจผิดกฎหมาย
พิท จิน ยุ้ย มาย “ ได้อ่านแล้วใช่ไหม ไดอารี่เล่มนั้น ” จินเอ่ยขึ้นมาถามคนอื่นๆ “ อืม ไม่น่าเชื่อเลย พวกเราไม่เคยเอะใจเลยแม้แต่น้อย ” มายตอบ “ คนสองบุคลิกงั้นหรือ มันมีอยู่จริงหรือเนี่ย ” พิทถอนหายใจหลังพูดจบ “ ผลการสืบสวนก็ชี้ว่าฆ่าตัวตาย ไม่มีร่องรอยจากคนอื่นเลยนอกจากตัวกอล์ฟเอง เป็นทั้งคนขังตัวเอง แล้วก็กรีดข้อมือตัวเองด้วยใช้เศษกระจก ” จินบอกข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน บรรยากาศเงียบไปอีกสักครู่ก่อนที่มายจะถามคำถามออกมา “ แล้วหลังจากนี้จะทำอะไรต่อ ” มายสงสัยถึงอนาคตของกลุ่มผู้ร่วมงาน “ ไม่รู้ ขอเวลาพักหน่อย ” ยุ้ยซึ่งเป็นน้องกอล์ฟแสดงอารมณ์อ่อนล้าเต็มที่ “ เลิกเถอะ ” จินเสนอความเห็น “ เราอย่าทำงานนี้ต่อไปเลย ธุรกิจที่ขาดผู้นำไม่อาจอยู่ได้ ” “ ใช่ เลิกเถอะ ” พิทสนับสนุน “ ธุรกิจที่โลเลและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่อาจอยู่ได้ เพราะตอนนี้เราขาดผู้นำที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างกอล์ฟ ” “ ยุ้ยก็เหนื่อยแล้วเหมือนกัน ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว ” ยุ้ยหมดทั้งแรงกายแรงใจ เพราะตอนนี้ยุ้ยไม่มีญาติที่จะคบหากันได้อีกแล้ว “ กอล์ฟเคยบอกว่าอย่าพูดคำว่าเหนื่อย มันเป็นการแสดงความอ่อนแอของเรา และมันทำให้เราอ่อนล้าลงไปยิ่งกว่าเดิม ” จินนึกถึงคำพูดของกอล์ฟขึ้นมากะทันหัน “ มายก็คงไม่ทำแล้วล่ะ มายไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ ” “พี่กอล์ฟเคยบอกว่า ‘จงชื่นชมคนที่พยายาม ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์’ เพราะคนที่มีพรสวรรค์ไม่ได้ใช้ความอดทน” ยุ้ยก็นึกถึงคำของกอล์ฟอีกเช่นกัน
“ถ้างั้น..... ลาก่อนทุกคน” พิทเดินจากไป แล้วเรียกมายออกไปด้วย “ลาก่อน” มายเดินตามพิทไป “จินยืนขึ้นเงียบๆ พยักหน้า โบกมือลา แล้วเดินออกไปอีกทาง” “ลาก่อนทุกคน” ยุ้ยพูดขณะที่ทุกคนกำลังก้าวเดินออกไป
โปรดติดตาม.... ไดอารี่ของกอล์ฟ June 28 แวะมาทักทายเนื่องจากบล็อกกูนิ่งว่างเว้นเร้นหายตายจากไปนมนานแสนน๊านนาน
เรื่องราวมีมากมายให้พิมพ์ให้เล่าให้เสนอแนะให้อ่าน แต่เอาไว้ก่อนเหอะ จะพิมพ์บล็อกทีไรก็พะวงเรื่องงานตลอดเวลา ตอนนี้ทำอะไรก็คิดถึงแต่งาน
เรียนจบกูจะว่างงานซัก 4 เดือน (ในความเป็นจริงอาจจะได้ว่างนานกว่านั้น 555)
เรื่องสั้น คำบรรยาย มีตอนจบแน่ ไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งมันก็เหลืออีกตอนเดียวแล้วล่ะ
ไม่ได้อ่านบล็อกเพื่อนๆนานพอๆกับเขียนบล็กตัวเองเนี่ยแหละ
ไปอ่านซะหน่อย ....... May 15 "คำบรรยาย" Part 7 : ตามหาจิน ท่ามกลางแดดจ้าร้อนระอุบริเวณทางเข้าสนามแทงม้า จินยังเดินตามหากอล์ฟผู้ดึงเขาออกมาจากความยากลำบาก สมัยที่เขาเป็นนักเขียนแนวธรรมมะ เงินที่ได้มาแต่ละครั้งไม่เคยเพียงพอ บางมื้อต้องอดข้าว ชุดนักศึกษาที่มีเพียงชุดเดียวก็เก่าครำคร่าจนเพื่อนล้อ “ โยมคงเข้าใจนะ เงินการกุศลมันหาได้ไม่มากนักหรอก ” เจ้าอาวาสผู้จัดทำหนังสือธรรมมะกล่าวกับจิน “ เข้าใจครับ แต่เงินนี่มันก็ทำให้ผมพอจะลืมตาอ้าปากได้ ขอบคุณหลวงพ่อจริงๆครับ ” จินกล่าวตอบอย่างสำนึกบุญคุณ “ ปัจจัยที่พอเพียงนำความสุขมาให้ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกเพียงพอ จงอย่าทำให้ใครลำบากทั้งผู้อื่นและตนเอง ” เจ้าอาวาสกล่าวเตือนสติเด็กหนุ่ม ความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว หมู่เมฆดำครึ้มฟ้ามองเห็นไกลๆอยู่ตรงขอบฟ้าด้านตะวันออก ความร้อนและความกดอากาศอันเหมาะสมที่จะทำให้ฝนตก เขาแวะซื้อน้ำเย็นหนึ่งขวด ตอนนี้เขาไม่ต้องอดข้าวอดน้ำอีกแล้ว เสื้อผ้าเขาก็ใหม่อยู่เสมอ แต่ความรู้สึกเพียงพอของเขาหายไป จินโบกแท๊กซี่เดินทางกลับบริษัท “ เราคงคบกับคนที่การเงินไม่มั่นคงอย่างเธอไม่ได้ ” คำปฏิเสธจากหญิงสาวที่เป็นรักแรกของจิน ขณะนั้นเขายังเชื่อว่าความรักเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนสองคนคบกัน ความรักอันมั่นคง ความรักที่ยอมเสียสละทุกสิ่ง “ แต่ผมรักคุณนะ ผมทำให้คุณได้ทุกอย่าง ผมสัญญา ” จินยิ้มกึ่งขำกึ่งเย้ยหยันเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ กอล์ฟช่วยดึงเขาให้หลุดจากความโง่เง่าที่ยึดติดกับความคิดที่เป็นอุดมคติ ตอนนี้เขาไม่ได้ทุ่มเทความรักอย่างหลงลืมตัว ตอนนี้เขามีความมั่นคงทางการเงิน ตอนนี้เขาไม่เสียสละทุกสิ่ง และตอนนี้เขายังไม่มีความรักที่แท้จริง
พิท “ กูไม่รู้จะหามึงที่ไหนแล้วว่ะกอล์ฟ ” พิทหยุดนั่งพักที่สวนสาธารณะหลังจากที่ตระเวณหากอล์ฟตามสถานที่ต่างๆ พิทนั่งเอนตัวยืดแขนยืดขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าซึ่งขณะนี้มืดครึ้มไปทั่ว อากาศยังคงร้อนอบอ้าว มองไกลออกไปมองเห็นฝนตกอยู่ห่างๆ อีกไม่นานก็คงจะลอยมาถึงจุดที่นั่งอยู่นี้ ขณะนี้พิทเริ่มนึกถึงกอล์ฟ ‘....อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง....’ กอล์ฟฟังและร้องเพลงนี้ทุกครั้งที่ฝนตก กอล์ฟบอกว่า “ โลกนี้มีเพลงอยู่สองชนิด หนึ่งคือเพลงที่ฟังแล้วมีกำลังใจ สองคือเพลงที่ฟังแล้วหมดกำลังใจ ” ‘....เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ....’ เวลาที่พิทอยู่ด้วย พิทก็มักจะแทรกท่อนนี้ขึ้นมา ครั้งหนึ่งพิทตอบกลับประโยคนี้ว่า “ และโลกนี้มีคนอยู่สองประเภท หนึ่งคือคนที่ฟังเพลงแล้วมีกำลังใจ สองคือคนที่ฟังเพลงแล้วหมดกำลังใจ ” แล้วทั้งสองก็ร้องพร้อมกัน ‘ ....ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารออออ.... ’ “ อดทนไว้นะกอล์ฟ ” พิทพึมพำในใจ “ หวังว่ามึงจะยังจำเพลงนี้ได้ ”
มาย “ รู้มั๊ยว่าใครเป็นคนทำดิกชันนารีอังกฤษ-ไทย เป็นคนแรก ” กอล์ฟถามมายในวันแรกที่เจอกัน “ ไม่รู้ค่ะ ” มายแปลกใจกับคำถามนี้มาก ทั้งๆที่มายมาเป็นล่ามภาษาเกาหลี แต่คำถามกลับเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ “ ผมก็จำชื่อเขาไม่ได้ แต่จำได้ว่าเขาเป็นนักโทษทางการเมืองที่ถูกจับไปขังไว้ที่เกาะตะรุเตา ” กอล์ฟบอกสั้นๆแล้วเงียบ “ ค่ะ แล้ว... ยังไงต่อคะ ” มายรู้สึกแปลกที่บทสนทนาขาดหายไปอย่างไม่มีจุดจบที่เหมาะสม “ เคยรู้ไหมว่า ภาษาเกาหลี ใครเป็นคนแปล คนไทยหรือคนเกาหลี ” “ ไม่รู้ค่ะ ” “ บางทีการทุ่มเททำบางสิ่งอย่างตั้งใจเพื่อมนุษยชาติ ก็ไม่ได้ถูกจดจำ ” “ เป็นเรื่องปกติแหละค่ะ ” “ รู้ไหมว่าการเป็นล่ามที่ดีกับการเป็นคนดี บางทีก็ไปด้วยกันไม่ได้ ” “ ยังไงคะ ” “ ล่ามที่ดีจะต้องแปลทุกสิ่งอย่างตรงไปตรงมา ส่วนคนที่ดีจะพยายามสานสัมพันธ์อันดีให้คนสองฝ่ายแม้ว่าจะต้องโกหกโดยการแปลให้อย่างผิดๆ เมื่อถึงช่วงเวลาจำเป็นช่วงหนึ่ง จงคิดให้ดีว่าจะเลือกเป็นล่ามที่ดีหรือว่าจะเป็นคนดี ” มายเดินออกจากห้องสมุดประชาชนที่กอล์ฟไปเป็นประจำ ลมฝนพัดเย็นค่อยๆเพิ่มความแรงขึ้นเรื่อยๆ ฟ้าแลบฟ้าร้องเริ่มทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือน ฝนกำลังจะตกในไม่ช้า มายหลับตายื่นหน้าปะทะลม พูดออกมาคนเดียว “ คำตอบคือ แล้วแต่สถานการณ์ค่ะพี่ ”
ยุ้ย หยดน้ำตกจากท้องฟ้าลงมาตามแรงโน้มถ่วงปะทะเข้ากับจมูกของยุ้ยซึ่งกำลังเดินเข้าบริษัท วันนี้ยุ้ยตามหาพี่ชายตั้งแต่เช้า ในเมื่อไม่มีทีท่าว่าจะเจอ หาไปอย่างไร้จุดหมายก็เสียเวลาเปล่า การกลับมาตั้งหลักนับเป็นสิ่งที่สมควรทำมากที่สุด “ ยุ้ย ถ้าพี่เลิกทำธุรกิจนี้ แกจะทำอะไรต่อไป ” “ ก็หางานทำหนังไปตามเรื่องล่ะมั๊ง ถามทำไม ” ยุ้ยไม่เคยคิดนึกว่ากอล์ฟมีความคิดที่จะเลิกธุรกิจที่กำไรมหาศาลและกำลังเจริญรุ่งเรืองนี้ได้ “ แค่อยากให้คิดเผื่อไว้ อะไรมันจะแน่นอน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมักทำให้เราลำบาก ” ยุ้ยเอนกายลงนอนบนโซฟา มือเอื้อมไปหยิบรีโมทซึ่งวางอยู่บนโต๊ะแก้วด้านหน้า แล้วกดเลือกดูสารคดี “ รู้ไหมว่าข้อดีของบุหรี่ข้อเดียวคืออะไร ” กอล์ฟถามยุ้ยขณะดูรายการสารคดีพิษของบุหรี่ “ ไม่รู้ ได้ความเท่มั๊ง ” “ มันทำให้เราได้ถอนหายใจอย่างมีกลิ่นและรส ” “ ข้อดีของพี่มันฟังดูแปลกๆนะ มั่วใช่มั๊ยเนี่ย ” “ ฮ่าๆๆ ก็มั่วอะดิ เราต้องพยายามหาความดีในสิ่งที่เลว พยายามหาความเลวในสิ่งที่ดี เราจะได้ไม่ยึดติด ” เปรี้ยง!!! เสียงฟ้าร้องอย่างดังเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกับฟ้าแลบ นั่นแสดงว่าจุดกำเนิดเกิดฟ้าผ่าอยู่ไม่ไกลจากที่ๆอยู่ ฝนกำลังตกหนัก ลมกำลังพัดแรง มองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ใจล่องลอยไป
“ เป็นไงบ้าง ยุ้ย ” เสียงพิทกระทบหูยุ้ยอย่างกะทันหันทำให้ยุ้ยสะดุ้งเล็กน้อย พิท มาย จิน เข้ามาในบริษัทโดยที่ยุ้ยไม่ทันได้รู้ตัว เสียงฝนตกกลบเสียงที่เบากว่าไปหมดสิ้น “ ไม่เจอ คงเหมือนกับทุกคนนั่นแหละ ใช่มั๊ย ” “ อืม ” จินตอบเบาๆ ส่วนคนอื่นพยักหน้า “ พักกันก่อนละกัน เดี๋ยวค่อยคิดกันอีกที ” ยุ้ยบอกกับทุกคน เพล๊ง!!! เสียงแก้วขนาดใหญ่แตกดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง ทำให้ทุกคนหันไปมาเพื่อหาต้นกำเนิดเสียง “ ห้องเก็บของ ไปดูเร็ว ” ยุ้ยตะโกนให้ทุกคนตามไป ยุ้ยเปิดประตูห้องเก็บของ ภาพที่พบเห็นเบื้องหน้าคือซากกระจกบานใหญ่ที่แตกกระจายอยู่บนพื้น ร่างของชายที่พวกเขาตามหานั่งพิงผนังอยู่ในสภาพหมดสติ มือขวามีเลือดออก มือซ้ายกำสมุดอยู่เล่มหนึ่ง ร่างกายของกอล์ฟดูปกติไม่เปลี่ยนแปลง พิทและจินช่วยกันแบกร่างของกอล์ฟออกมานอนบนเตียง ยุ้ยโทรเรียกรถพยาบาล มายไปหยิบยาดมและผ้าเช็ดตัว กอล์ฟยังคงหมดสติ ฝนยังคงตกหนัก เกิดอะไรขึ้นกับกอล์ฟยังไม่มีใครรู้
โปรดติดตามตอนต่อไป............. April 30 "คำบรรยาย" Part 6 : สองความคิดเห็น“ กินอะไรซะก่อนสิ ” คนร้ายยื่นห่อข้าวให้กอล์ฟ “ ไม่หิว ไม่หิวเลย เหมือนกินข้าวไปแล้ว... นี่ผมอยู่ที่ไหน” นอกจากรู้สึกว่าท้องอิ่มแล้ว เขายังรู้สึกว่าภายในปากยังมีรสชาดอาหารอยู่ด้วยซ้ำ “ งั้นหรอ อืม แล้วจะเอาอะไรอีกไหม ” “ ไม่เอา... นี่ผมอยู่ที่ไหน ” “ .......... ” คนร้ายเงียบ “ กูถามว่าที่นี่ที่ไหน!! ” กอล์ฟหงุดหงิดเล็กน้อย “ ที่ๆคุณก็รู้จัก แต่คุณลืมมันไป ” กอล์ฟแปลกใจที่คนร้ายพูดอะไรให้เป็นปริศนา และเขาก็คิดว่าไม่รู้จักสถานที่นี้แน่ๆ ภายในห้อง มีเพียงแสงไฟสีส้มจากหลอดไฟหลอดเดียว ส่องให้พอเห็นกองหนังสือเก่าและตัวเขากับคนร้ายที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน “ มึงจะเอาไร ” “ ผมแค่ต้องการคำตอบ ” “ ถ้าต้องการคำตอบก็ต้องมีคำถาม ” “ ใจเย็นสิครับ คำตอบที่ดี เกิดจากคำถามที่ยอดเยี่ยม ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่รู้จะถามคุณยังไงดี ” “...............” กอล์ฟเงียบ ใจเย็น และเฝ้าคอย “ ความถูกต้องของการพัฒนาธุรกิจหนังโป๊อยู่ตรงไหน ” ในที่สุดคำถามแรกก็ถูกถามออกมา “ ความถูกต้องอยู่ในความคิด และความไม่ถูกต้องก็อยู่ในความคิดเช่นเดียวกัน แต่ในคนๆเดียวไม่ควรมีทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน ” “ สิ่งที่ตรงข้ามเกิดมาคู่กัน แต่ไม่อยู่ด้วยกัน..... แล้วถ้ามันเกิดอยู่ด้วยกันล่ะ ” “ มันก็จำเป็นต้องแยกออกจากกัน หรือไม่ก็สลายหายไปทั้งคู่ ” “ คุณไปได้ความคิดแบบนี้มาจากไหน ” “ ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ เขาว่าอนุภาคแบบเดียวกันที่มีรูปแบบการหมุนที่ตรงข้ามกันเวลามาชนกัน จะสลายหายไปทั้งคู่ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานแทน ” “ อืม ผมว่าทั้งจักรวาลมันต้องมีกฎเดียวกัน ทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เพียงแต่คนเรายังไม่สามารถจะเข้าถึงมันได้เท่านั้นเอง ” “ คำถามนี้จบยัง ” กอล์ฟอยากให้บทสนทนามันจบๆไป จะได้รู้ว่าคนร้ายต้องการอะไรต่อ “ จบแล้ว นั่นเป็นคำตอบที่ดี จากคำถามที่แสนธรรมดา ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมาก ” “ มีอะไรจะถามอีกก็รีบถามมา ” กอล์ฟเร่ง ทั้งที่ยังแปลกใจว่าทำไมคนร้ายถึงพอใจกับคำตอบที่ดูไม่ค่อยตรงคำถาม เขาเริ่มคิดว่าคนร้ายเป็นพวกสติไม่ดี “ ถ้าไปถึงจุดที่ดูหนังประเภทนี้ได้อย่างอิสระคุณว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ แล้วจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาแทน ” “ การแก้ปัญหาหนึ่ง นำมาซึ่งอีกปัญหาหนึ่ง โลกนี้จึงหมุนได้ ” กอล์ฟตอบให้ตีความเหมือนเดิม “ คำตอบคุณนี่น่าสนใจจริงๆ มันแปลว่าอะไรล่ะ ” “ แปลว่า อะไรๆมันก็วนเวียนซ้ำซาก ทั้งๆที่มันดูเหมือนเดินหน้า สิ่งที่สามารถดำรงอยู่ได้ถาวรต้องเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรที่เปลี่ยนแปลง ” “ เหมือนกับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกันโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ เหมือนกับสารชีวเคมีในร่างกาย ผมเข้าใจถูกต้องไหม ” “ ถูกต้อง มีคำถามอื่นอีกไหม ” “ ผมมีอะไรจะให้คุณ ” คนร้ายไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม และเดินไปหยิบสมุดเก่าๆเล่มหนึ่งแล้วเดินมาส่งให้กอล์ฟ “ นี่อะไร ” กอล์ฟจับหนังสือเล่มนั้น เขาเริ่มเปิดและเริ่มอ่านหน้าแรก ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกแปลกๆ ความคุ้นเคยของสัมผัสทั้งหกมีอาการตอบสนอง สมองเขาตื้อ มีภาพมากมายเกิดขึ้น ข้อมูลหลั่งไหลออกมาจากสมองส่วนลึก เขาเริ่มปวดหัว เขาแปลกใจระคนเจ็บปวดและสงสัย “ อ๊ากกกกก ” ความเจ็บปวดรุนแรงมากขึ้น น้ำตาเริ่มไหล ความทรงจำมากมายช่างขัดแย้ง เขาสับสน พยายามคุมสติ แต่ความแปลก เจ็บปวดและอึดอัดมันมากขึ้นเรื่อยๆ ...แล้วเขาก็สลบไป
โปรดติดตามตอนต่อไป............. |
|||
|
|